ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกของไทยกำลังเผชิญกับสมการต้นทุนที่ซับซ้อนขึ้น เมื่อราคาน้ำมันดิบกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นพร้อมกับค่าเงินที่ผันผวนในหลายทิศทาง ทั้งนี้ น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 5.6% มาอยู่ที่ประมาณ 96.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนต์ปรับขึ้น 6% กลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ที่ประมาณ 101.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหมายความว่าต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบที่อ้างอิงราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะกลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่กำหนดว่าธุรกิจจะรักษาอัตรากำไรไว้ได้หรือไม่
บริบทตลาดที่ผู้บริหารการเงินต้องเข้าใจ
ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตรากลางอ้างอิงเงินหยวนเทียบดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 6.7766 จุด ปรับแข็งค่าขึ้นเพียง 3 พอยต์จาก 6.7769 จุดในวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการแข็งค่า 35 พอยต์ของวันก่อนหน้า อัตราเทียบสกุลอื่นอยู่ที่ 7.8446 เมื่อเทียบยูโร 4.3809 เมื่อเทียบ 100 เยนญี่ปุ่น 9.1362 เมื่อเทียบปอนด์ 8.3334 เมื่อเทียบฟรังก์สวิส และ 3.9392 เมื่อเทียบดอลลาร์นิวซีแลนด์ ด้านดัชนีดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนแอในกรอบ 98.70-98.75 จุด ต่ำกว่า 99 จุด ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีขยับขึ้นแตะประมาณ 4.84%
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นตัวแปรที่กระทบต้นทุนโดยตรง โดยทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 4,418 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เงินอยู่ที่ประมาณ 67.66 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนบิตคอยน์อ่อนตัวลง 1% อยู่ที่ประมาณ 78,000 ดอลลาร์ สะท้อนว่าความอยากรับความเสี่ยงของตลาดยังเปราะบาง และอาจมีผลต่อความผันผวนของค่าเงินในระยะสั้น
ทำไมการป้องกันความเสี่ยงจึงสำคัญกว่าที่เคย
เมื่อต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้นพร้อมกับค่าเงินที่แกว่งตัวกว้าง ธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจะเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน อีกด้านคือความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่ประมาณการไว้ หากบริษัทมีการชำระเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐ การที่ดอลลาร์อ่อนลงจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนได้บางส่วน แต่ความช่วยเหลือนี้ไม่แน่นอน เพราะดัชนีดอลลาร์ที่ยังต่ำกว่า 99 จุดอาจกลับตัวได้ทุกเมื่อหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ขยับขึ้นแตะ 4.84% ดึงดูดเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ดอลลาร์
สำหรับธุรกิจส่งออก ความอ่อนแอของดอลลาร์ทำให้รายได้เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทลดลง ซึ่งกระทบกำไรโดยตรง การวางแผนป้องกันความเสี่ยงจึงต้องมองทั้งสองด้านของงบดุล ไม่ใช่เพียงด้านเดียว การจับคู่ (natural hedge) ระหว่างรายรับและรายจ่ายที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเดียวกันเป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุนที่สุด และควรทำก่อนใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีค่าใช้จ่าย
กรอบการวางแผนที่แนะนำ
ขั้นแรก ให้ประเมินฐานะความเสี่ยงสุทธิ (net exposure) ของบริษัทเป็นรายสกุลเงิน โดยหักรายจ่ายที่เป็นสกุลเดียวกันออกจากรายรับ เพื่อรู้ว่าความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไร ขั้นที่สอง กำหนดสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงตามระดับความมั่นใจของกระแสเงินสด โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าควรครอบคลุมเฉพาะธุรกรรมที่ยืนยันแล้ว ขั้นที่สาม พิจารณาใช้ออปชันสำหรับความเสี่ยงที่ยังไม่แน่นอน เพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการเก็งกำไรหากค่าเงินเคลื่อนไหวในทิศทางที่เป็นประโยชน์ และขั้นที่สี่ กำหนดรอบการทบทวนสถานะความเสี่ยงอย่างน้อยเดือนละครั้งหรือทุกครั้งที่มีความผันผวนรุนแรง
นอกจากนี้ การเจรจากับคู่ค้าเพื่อแบ่งปันความเสี่ยงด้านค่าเงิน เช่น การกำหนดสกุลเงินที่ใช้ในสัญญาให้ตรงกับต้นทุนจริง หรือการตกลงเงื่อนไขปรับราคาเมื่อค่าเงินเคลื่อนไหวเกินกรอบที่กำหนด จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาเครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว
สรุปได้ว่า ในภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและค่าเงินเคลื่อนไหวในทิศทางที่ซับซ้อน ผู้ประกอบการไทยควรเปลี่ยนมุมมองจากการเก็งกำไรค่าเงินมาเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ใช้การจับคู่ตามธรรมชาติก่อน ตามด้วยเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีวินัย และหมั่นทบทวนฐานะความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพราะความสามารถในการรักษากำไรในภาวะตลาดผันผวนคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริง