ไทย

ECB ขึ้นดอกเบี้ย25bpsเป็น2.25% การขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ก.ย.2566 EUR/USD พุ่งเหนือ1.16 คาดEUR/USD อาจทดสอบ1.18ในอีกไม่กี่สัปดาห์

ตลาดฟอเร็กซ์จับตาการประชุมBOJ USD/JPY เคลื่อนไหว151.50-152.50 ความน่าจะเป็นขึ้นดอกเบี้ย70% หากBOJขึ้น25bps JPYอาจแข็งค่าสู่149-150

สหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเมื่อ15มิถุนายน สร้างคลื่นกระแทกตลาดการเงินโลก ทองคำ COMEX ร่วงสู่2,340ดอลลาร์ นักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทองคำสปอตร่วงลงแตะระดับ 2,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยหลักกดดันทองคำ

การส่งสัญญาณ hawkish จากเฟดในการประชุมเดือนมิถุนายนเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.65% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งขึ้นแตะ 107.50 จุด สร้างแรงกดดันสองทางต่อราคาทองคำ

ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ลดลง

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ทั่วโลกมีการไหลออกของเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ที่มีปริมาณการถือครองลดลงสู่ระดับ 820 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่ลดลงต่อทองคำในระยะสั้น

แนวโน้มทางเทคนิค

จากมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำได้ทะลุแนวรับสำคัญที่ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา ทำให้แนวรับถัดไปอยู่ที่ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่อาจมีแรงซื้อเข้าจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนที่ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงจากเงินสำรองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ แนวต้านสำคัญสำหรับทองคำอยู่ในช่วง 2,250-2,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถยืนเหนือได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม หากราคาทองคำสามารถดีดตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับแนวโน้มระยะกลาง

มุมมองจากนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์จากธนาคารชั้นนำหลายแห่งปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ลง โดย Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์เฉลี่ยไตรมาส 3 ลงจาก 2,350 ดอลลาร์ เหลือ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JP Morgan มองว่าราคาทองคำอาจซื้อขายในกรอบ 2,100-2,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจช่วยหนุนราคาทองคำในระยะยาวคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุนรายย่อย การซื้อทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงอาจเป็นโอกาสในการสะสมในราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะหากมีแผนการถือครองในระยะยาว แต่นักเก็งกำไรระยะสั้นควรใช้ความระมัดระวังเนื่องจากแนวโน้มราคาอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่ตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด

สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามปีที่ 98.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกรวมถึงค่าเงินบาทของไทย

ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงิน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก โดยมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลก การหยุดชะงักของการขนส่งในบริเวณนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกในทันที

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบางรายมองว่าราคาอาจแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

ผลกระทบต่อคู่สกุลเงินหลัก

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ เนื่องจากตลาดมองว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงน้อยกว่าจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่และสามารถพึ่งพาพลังงานในประเทศได้ดีกว่า

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) และดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ก็ได้รับแรงหนุนจากการที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ ตรงกันข้ามกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น (JPY) และยูโร (EUR) ที่ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญจากการที่ทั้งสองภูมิภาคต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

สำหรับคู่สกุลเงิน USD/THB ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลการค้าและค่าเงินบาท

กลยุทธ์การเทรดสำหรับนักลงทุน

นักวิเคราะห์แนะนำให้นักเทรด forex ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

นักลงทุนควรจับตาดูการประกาศสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ (EIA report) และรายงานจากโอเปกเกี่ยวกับแนวโน้มการผลิต เพื่อประเมินทิศทางราคาน้ำมันและผลกระทบต่อตลาด forex ในระยะต่อไป

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางชั้นนำของโลกทั้งห้าแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ), ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางแคนาดา (บีโอซี) ต่างก็มีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินพร้อมกันในสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Central Bank Super Week”

เฟดส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน

ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.50-4.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนคือท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น (hawkish) ของเฟดในการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวในงานแถลงข่าวหลังการประชุมว่า “คณะกรรมการยังคงกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และเราจำเป็นต้องเห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลดลงอย่างยั่งยืนก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย” คำกล่าวนี้ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ

จุดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (dot plot) ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสมาชิกเฟดส่วนใหญ่มองว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเพียงหนึ่งครั้งในปี 2569 ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่สองถึงสามครั้ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาด emerging markets รวมถึงค่าเงินบาทของไทย

อีซีบียังคงเดินหน้าแม้เศรษฐกิจชะลอตัว

ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยนางคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบี ระบุว่ายังไม่สามารถประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อได้ แม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะแสดงสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจนก็ตาม

“เราจำเป็นต้องรักษาท่าทีที่ระมัดระวัง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ” นางลาการ์ดกล่าว

บีโออีและบีโอซีเลือกเดินสายกลาง

ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.50% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ธนาคารกลางแคนาดา (บีโอซี) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75% สร้างความแตกต่างในทิศทางนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว

สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างประเทศสร้างโอกาสในการทำกำไรจาก carry trade โดยเฉพาะคู่สกุลเงิน USD/JPY และ EUR/USD ที่มีความผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง

ตลาดจะจับตาดูการประชุมเฟดครั้งต่อไปในเดือนกรกฎาคม 2569 อย่างใกล้ชิด ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวอย่างชัดเจน

ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยนักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินหลักและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สกุลเงินสำคัญอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเฉพาะค่าเงินยุโรปและค่าเงินที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์

EUR/USD เคลื่อนไหวที่ระดับ 1.1540 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปเป็นปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินยูโร ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปกว้างขึ้น ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนถือครองดอลลาร์มากกว่า

GBP/USD ซื้อขายที่ 1.3350 โดยค่าเงินปอนด์อังกฤษเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ภายในประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรแสดงถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัวช้าลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรยังคงสูง ซึ่งจำกัดความสามารถของ BoE ในการลดดอกเบี้ย

NZD/USD กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาระดับ 0.5800 โดยค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์และส่งผ่านมายังค่าเงิน NZD ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็เผชิญความท้าทายคล้ายกัน

ตลาดน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงสู่กรอบ 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงถึง 7.14% ในรอบเดือนที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาน้ำมันมีสาเหตุหลักจากข้อกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีนและกลุ่มประเทศ OECD นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นและการส่งออกจากกลุ่มโอเปกที่ยังสูงเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สามารถฟื้นตัวได้บางส่วนในวันนี้ หลังจากที่ถูกขายออกมาอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา หุ้น Nvidia, AMD และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนที่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมากเกินไปแล้ว การฟื้นตัวของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ช่วยพยุงตลาด Nasdaq

สำหรับราคาทองคำ เคลื่อนไหวที่ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.39% แม้ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น แต่ทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อหากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลง

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงนี้ ควรติดตามตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงการประชุมธนาคารกลางต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า