ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ได้จุดชนวนให้เกิดความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบและทองคำที่ปรับตัวอย่างรุนแรง
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักลงทุนแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-Off) ทั่วหน้าหลังมีความกังวลว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออุปทานน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าว
ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 4,053 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนให้ความไว้วางใจท่ามกลางความไม่แน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน
ปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการส่งสัญญาณดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังคงเข้มงวด จากรายงานการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคมที่ชี้ถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดการเงินต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
ดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว สะท้อนถึงสถานะการเป็นสกุลเงินสำรองของโลกที่นักลงทุนยังคงไว้วางใจในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ 215,000 รายต่ำกว่าคาด และดัชนี CPI เดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงมีเงินเฟ้อในภาคบริการที่สูง ทำให้เฟดอยู่ในสถานะที่สามารถคงความเข้มงวดได้ต่อไป
สำหรับนักเทรดไทย การติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันมีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในประเทศและอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยเพิ่มสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำและพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ