ไทย

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยผลสำรวจ SAFE รอบที่ 39 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางการเงินของบริษัทในยูโรโซนแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย 42% ของบริษัทรายงานว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นในไตรมาสที่สอง เพิ่มขึ้นจาก 26% ในไตรมาสแรก

ประเด็นที่น่าสนใจคือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลาง-เล็กในด้านสภาพทางการเงิน บริษัทขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นระหว่างธนาคาร ในขณะที่บริษัทขนาดกลาง-เล็กต้องเผชิญกับมาตรฐานการให้กู้ที่เข้มงวดขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ในด้านความคาดหวังเงินเฟ้อ บริษัทต่างๆ คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งใน 1 ปีและ 3 ปีข้างหน้าที่ระดับ 3.0% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางยุโรปประสบความสำเร็จในการจัดการความคาดหวังเงินเฟ้อของตลาด

EUR/USD ซื้อขายแคบๆ ที่ 1.0880 หลังประกาศรายงาน นักวิเคราะห์ระบุว่าการแย่ลงของข้อมูลทางการเงินของบริษัทเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังชะลอตัว

สำนักงานสถิติแคนาดาเปิดเผยว่าดัชนี CPI เดือนมิถุนายนชะลอตัวสู่ 2.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 2.9% และต่ำกว่าระดับ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลงอย่างมากเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัว ตัวเลข CPI เดือนต่อเดือนลดลง 0.1%

ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานก็อ่อนแอเช่นกัน CPI ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 1.9% และ CPI ที่ถูกปรับแล้วอยู่ที่ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางแคนาดา แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อพื้นฐานได้รับการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากประกาศข้อมูล USD/CAD ทะลุแนวต้าน 1.3680 ขึ้นไปแตะ 1.3705 ตลาดคาดการณ์โอกาสที่ BoC จะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นจาก 55% เป็น 78% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีลดลงสู่ 3.42%

จากมุมมองทางเทคนิค USD/CAD สร้างรูปแบบกระทิงที่ชัดเจน แนวรับระยะสั้นที่ 1.3620 แนวต้านที่ 1.3750 หาก BoC ลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน USD/CAD มีแนวโน้มทดสอบ 1.3850

สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไตรมาสที่สองพุ่งสูงถึง 4.1% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.8% อย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบนซิน 20.1% เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อสินค้าซื้อขายระหว่างประเทศอยู่ที่ 4.9% สูงกว่าสินค้าที่ไม่ซื้อขายระหว่างประเทศที่ 3.4%

ค่าเงิน NZD/USD ร่วงลงอย่างรุนแรงหลังจากข้อมูลเงินเฟ้อประกาศ โดย跌破ระดับ 0.6200 มาอยู่ที่ 0.6170 แนวรับสำคัญที่ 0.6150 เป็นจุดต่ำสุดที่ถูกทดสอบหลายครั้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หากแนวรับนี้ถูกทำลาย เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 0.6080

ธนาคารกลางนิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับภาวะilemma ทางการเงินที่ยากลำบาก แม้ว่าเงินเฟ้อสูงมักต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดกังวลว่าดอกเบี้ยสูงจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลาดฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์โอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในการประชุมเดือนสิงหาคมที่ประมาณ 60%

นักเทรดฟอเร็กซ์ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยสำคัญดังนี้ แถลงการณ์นโยบายการเงินของ RBNZ ในเดือนสิงหาคม ข้อมูลการค้าสัปดาห์หน้า และการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงในตลาดโลก

ECB คาดคงดอกเบี้ยวันพฤหัส การแถลงของลาการ์ดเป็นปัจจัยสำคัญ

การประชุม ECB รอบนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น?

ธนาคารกลางยุโรปจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไป การแถลงข่าวของคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะเป็นประเด็นที่นักเทรดให้ความสนใจมากที่สุด

ปัจจัยที่ ECB ต้องพิจารณา

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกดดันเงินเฟ้อยูโรโซนให้ปรับตัวสูงขึ้น สมาชิก ECB สาย hawkish อาจเรียกร้องให้ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปที่ยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่หดตัว อาจทำให้ ECB ต้องใช้ความระมัดระวัง ความสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นความท้าทายสำคัญ

ผลกระทบต่อค่าเงินยูโร

คาดว่ายูโรอาจผันผวนในช่วงที่มีการแถลงข่าว หากลาการ์ดส่งสัญญาณ hawkish ยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน หากเธอส่งสัญญาณ dovish ยูโรอาจอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นักเทรดควรติดตามการแถลงข่าวอย่างใกล้ชิดและวางแผนการเทรดตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น

สงครามตะวันออกกลางเดือด! น้ำมันดิบWTIพุ่งทะลุ83ดอลลาร์

สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง

ท่ามกลางความตึงเครียดครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งทะลุ 83 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน การโจมตีดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะตื่นตัว ขณะที่ทรัมป์ประกาศว่าเป็นการโจมตีที่”รุนแรงมาก” นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันอาจวิ่งไปถึง 85-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากความขัดแย้งยังไม่ยุติ

ทองคำทะยาน นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย

ทองคำปรับตัวขึ้นแตะกรอบบนใกล้ 2,430 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างคึกคัก ดัชนี VIX ซึ่งวัดความผันผวนของตลาด พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายเดือน สกุลเงินปลอดภัยอย่างฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นก็ได้รับแรงหนุนจากกระแสลดความเสี่ยงของนักลงทุน

กลยุทธ์การเทรดในภาวะตลาดผันผวน

นักลงทุนควรปรับพอร์ตการลงทุนให้มีสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาการเทรดน้ำมันและทองคำซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในระยะสั้น จับตาการประชุม ECB ในวันพฤหัสและถ้อยแถลงของลาการ์ดซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินยูโร

ECB คาดคงดอกเบี้ยวันพฤหัส การแถลงของลาการ์ดเป็นปัจจัยสำคัญ

การประชุม ECB รอบนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น?

ธนาคารกลางยุโรปจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไป การแถลงข่าวของคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะเป็นประเด็นที่นักเทรดให้ความสนใจมากที่สุด

ปัจจัยที่ ECB ต้องพิจารณา

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกดดันเงินเฟ้อยูโรโซนให้ปรับตัวสูงขึ้น สมาชิก ECB สาย hawkish อาจเรียกร้องให้ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปที่ยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่หดตัว อาจทำให้ ECB ต้องใช้ความระมัดระวัง ความสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นความท้าทายสำคัญ

ผลกระทบต่อค่าเงินยูโร

คาดว่ายูโรอาจผันผวนในช่วงที่มีการแถลงข่าว หากลาการ์ดส่งสัญญาณ hawkish ยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน หากเธอส่งสัญญาณ dovish ยูโรอาจอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นักเทรดควรติดตามการแถลงข่าวอย่างใกล้ชิดและวางแผนการเทรดตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น

สงครามตะวันออกกลางเดือด! น้ำมันดิบWTIพุ่งทะลุ83ดอลลาร์

สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรง

ท่ามกลางความตึงเครียดครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งทะลุ 83 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน การโจมตีดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะตื่นตัว ขณะที่ทรัมป์ประกาศว่าเป็นการโจมตีที่”รุนแรงมาก” นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันอาจวิ่งไปถึง 85-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากความขัดแย้งยังไม่ยุติ

ทองคำทะยาน นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย

ทองคำปรับตัวขึ้นแตะกรอบบนใกล้ 2,430 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างคึกคัก ดัชนี VIX ซึ่งวัดความผันผวนของตลาด พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายเดือน สกุลเงินปลอดภัยอย่างฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นก็ได้รับแรงหนุนจากกระแสลดความเสี่ยงของนักลงทุน

กลยุทธ์การเทรดในภาวะตลาดผันผวน

นักลงทุนควรปรับพอร์ตการลงทุนให้มีสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาการเทรดน้ำมันและทองคำซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในระยะสั้น จับตาการประชุม ECB ในวันพฤหัสและถ้อยแถลงของลาการ์ดซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินยูโร

ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ช่วยตอกย้ำภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ทั้งในด้านตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงมีแรงกดดันด้านราคาในภาคบริการที่สูง

ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ 215,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัวและสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปได้ตามที่ได้ส่งสัญญาณไว้ในรายงานการประชุม FOMC

รายงานการประชุม FOMC ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมการเฟดเห็นพ้องกันว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังต้องดำเนินต่อไป โดยเฉพาะเงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงเหนียวแน่น การคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการทั้งหมด

แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน แม้ตลาดจะคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ท่าทีของประธานเฟดนายเควิน วอร์ช ที่ส่งสัญญาณเหยี่ยว รวมถึงการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (SEP) ที่ชี้ถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีกครั้ง ตอกย้ำว่าเฟดยังไม่พร้อมที่จะปรับลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.545% เป็นผลมาจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง การลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นสิ่งที่ผิดปกติเมื่อเทียบกับท่าทีเหยี่ยวของเฟด แต่สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่าลงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น ทำให้คู่สกุลเงิน USD/JPY เคลื่อนไหวในกรอบสูง

สำหรับมุมมองของตลาดในครึ่งปีหลัง ทิศทางค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศออกมา โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อ รวมถึงพัฒนาการของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อของโลก

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ได้จุดชนวนให้เกิดความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบและทองคำที่ปรับตัวอย่างรุนแรง

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักลงทุนแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-Off) ทั่วหน้าหลังมีความกังวลว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออุปทานน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าว

ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 4,053 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนให้ความไว้วางใจท่ามกลางความไม่แน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน

ปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการส่งสัญญาณดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังคงเข้มงวด จากรายงานการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคมที่ชี้ถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดการเงินต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน

ดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว สะท้อนถึงสถานะการเป็นสกุลเงินสำรองของโลกที่นักลงทุนยังคงไว้วางใจในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ 215,000 รายต่ำกว่าคาด และดัชนี CPI เดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงมีเงินเฟ้อในภาคบริการที่สูง ทำให้เฟดอยู่ในสถานะที่สามารถคงความเข้มงวดได้ต่อไป

สำหรับนักเทรดไทย การติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันมีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในประเทศและอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยเพิ่มสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำและพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ

การเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประจำเดือนกรกฎาคมเมื่อวันที่ 8 ที่ผ่านมา สร้างความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า โดยเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจมากกว่าคือท่าทีของประธานเฟดคนใหม่ นายเควิน วอร์ช ที่แสดงจุดยืนแบบเหยี่ยวอย่างไม่ลังเล โดยชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด และเฟดจำเป็นต้องรักษาความเข้มงวดทางการเงินต่อไป

การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) ที่เผยแพร่ร่วมกับรายงานการประชุม สะท้อนว่าสมาชิกเฟดส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2569 โดยมองว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อรายการหลัก (Core Inflation) ยังคงเหนียวแน่นและไม่ลดลงตามที่คาดการณ์ไว้

การส่งสัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดตราสารหนี้ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงแตะ 4.545% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่มองว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง

ด้านดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวในแดนบวกและแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่นที่ถูกกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สร้างความสับสนให้กับตลาดและกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง แม้ทางการญี่ปุ่นจะพยายามส่งสัญญาณแทรกแซงตลาดค่าเงินก็ตาม

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ส่งผ่านมาทางช่องทางค่าเงินและการค้าระหว่างประเทศ โดยเงินบาทที่อ่อนค่าหนุนภาคการส่งออกและท่องเที่ยว แต่เพิ่มต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและสินค้าวัตถุดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกดดันเงินเฟ้อในประเทศให้สูงขึ้น

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบหน้า เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและลดความผันผวนของค่าเงิน ควบคู่ไปกับการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด