ภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้สะท้อนภาพ “สองขั้ว” อย่างชัดเจน เมื่อโลหะมีค่าสามารถยึดโซนราคาสูงไว้ได้ ขณะที่พืชพลังงานต้องเผชิญกับความผันผวนรอบใหม่จนราคาหลุดลงมาทดสอบแนวสำคัญ
ฝั่งโลหะมีค่า ทองคำสปอตยังเคลื่อนไหวอยู่แถวประมาณ 4,310 ถึง 4,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นการแกว่งตัวในกรอบสูงเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์มองว่าราคาที่ไม่ยอมถอยลงมาแม้มีปัจจัยลบหลายอย่าง เป็นสัญญาณว่าแรงซื้อเชิงโครงสร้างยังอยู่ไม่หายไปไหน
ตัวเลขที่ประเมินกันบ่อยที่สุดคือราคาในประเทศจีน ซึ่งอยู่แถวประมาณ 933.9 หยวนต่อกรัม ปรับขึ้นในกรอบไม่เกินร้อยละ 1 การที่ราคาในประเทศและต่างประเทศขยับไปในทางเดียวกันช่วยยืนยันว่าอุปสงค์จริงยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
โลหะมีค่าตัวอื่นก็ช่วยหนุนภาพรวมโดยรวม เงินสปอตอยู่แถวประมาณ 64.3 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับขึ้นราวร้อยละ 1.1 ส่วนแพลทินัมโดดเด่นที่สุดด้วยการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 3 สู่ระดับแถวประมาณ 1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแพลเลเดียมอยู่แถวประมาณ 1,308 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับขึ้นเล็กน้อยในกรอบไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์
ในทางกลับกัน ฝั่งน้ำมันกลับเป็นผู้กดดันตลาด ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเคลื่อนไหวอยู่แถวประมาณ 99.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงราวร้อยละ 2.36 จากวันก่อนหน้า ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์อยู่แถวประมาณ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน
สาเหตุของการอ่อนตัวมาจากการที่นักลงทุนทยอยล็อกกำไรหลังจากราคาซื้อขายกันในระดับสูงมาอย่างยาวนาน และความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นตัวหนุนราคามาตั้งแต่ต้นยังไม่ทวีความรุนแรงขึ้นใหม่ ตรงกันข้าม ตลาดประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าวถูกสะท้อนในราคาไปมากแล้ว จึงเกิดแรงขายเมื่อไม่มีปัจจัยใหม่มาหนุน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่ราคาหลุดลงต่ำกว่า 100 แล้วยังไม่ดิ่งต่อเนื่อง บ่งบอกว่ายังมีแรงซื้อรอที่ระดับต่ำอยู่ไม่น้อย แนว 100 ดอลลาร์จึงยังมีบทบาทเป็นแนวต่อสู้เชิงจิตวิทยา ไม่ใช่แนวที่ถูกทิ้งไปแล้ว
ความเชื่อมโยงระหว่างสองตลาดอยู่ที่ค่าเงินและต้นทุนค่าเสียโอกาส ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแกว่งแถวประมาณ 99.6 เข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี แต่ก็ยังไม่ยอมอ่อนค่าลงแรง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ราวร้อยละ 5.04 และอายุ 30 ปีอยู่แถวประมาณร้อยละ 5.40 สิ่งนี้ทำให้การถือทองมีต้นทุนแฝงอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะฉุดราคาลง
ตัวแปรเหนือสิ่งอื่นใดคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐซึ่งจะรู้ผลในช่วงเย็นวันที่ 17 กันยายน ตลาดให้น้ำหนักประมาณเก้าในสิบว่าดอกเบี้ยจะถูกลดลง 25 จุดพื้นฐานสู่กรอบราวร้อยละ 3.75 ถึง 4.00 ซึ่งหากเป็นไปตามคาด ความสนใจจะย้ายไปอยู่ที่ถ้อยแถลงและแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยในอนาคตทันที
มุมมองเชิงปฏิบัติสำหรับนักลงทุนคือ การที่ทองและน้ำมันเคลื่อนสวนทางกันในวันเดียวกันสะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงคนละประเภท ทองรับมือกับความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและการอ่อนค่าของสกุลเงิน ส่วนน้ำมันรับมือกับสมดุลอุปสงค์และอุปทานจริง การเลือกถือสินทรัพย์ทั้งสองกลุ่มนี้ในพอร์ตเดียวกันจึงมีเหตุผลเชิงป้องกันความเสี่ยงมากกว่าการเก็งกำไรทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และต้องอาศัยวินัยในการกำหนดจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจนก่อนผลการประชุมจะประกาศออกมา