ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เปิดสัปดาห์กลางๆ ด้วยภาพที่แยกทางกันชัดเจน ฝั่งพลังงานเผชิญแรงขายทำกำไรจนน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งคราว ขณะที่ฝั่งโลหะมีค่ายังทรงตัวในโซนสูงเหนือ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างเหนียวแน่น
สัญญาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวอยู่แถวประมาณ 99.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงราวร้อยละ 2.36 เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า สะท้อนการกลับทิศอย่างชัดเจนหลังราคาเคยยืนเหนือระดับสามหลักได้ระยะหนึ่ง ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ยังแกว่งแถวประมาณ 106 ถึง 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยปรับอ่อนลงเล็กน้อยในลักษณะเกาะกลุ่มตามกัน
สาเหตุหลักของการย่อตัวคือการทยอยขายทำกำไรหลังราคาซื้อขายกันมาในระดับสูงเป็นเวลานาน เงินที่เคยไหลเข้าไปเพราะความกังวลด้านเส้นทางขนส่งและการหยุดชะงักของอุปทาน เริ่มไหลออกเมื่อความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่ขยายตัวรุนแรงขึ้นแต่อย่างใด ทำให้น้ำหนักกลับมาอยู่ที่พื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานตามปกติ
แม้ตัวเลขจะหลุด 100 แต่สิ่งสำคัญคือการที่ราคาไม่ดิ่งลงอย่างรุนแรง ซึ่งชี้ว่ายังมีแรงซื้อรออยู่ที่ระดับต่ำ เหตุนี้ทำให้นักวิเคราะห์ใช้คำว่า “การต่อสู้ที่แนว 100 ดอลลาร์” มากกว่าการยอมรับขาลง เพราะราคาสามารถขึ้นลงคร่อมระดับดังกล่าวได้หลายรอบในวันเดียว
อีกด้านหนึ่ง ตลาดโลหะมีค่ากลับแสดงความแข็งแกร่งกว่า ทองคำในตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่แถวประมาณ 4,310 ถึง 4,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นการปรับขึ้นในกรอบราวร้อยละ 0.4 ถึง 1.7 ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและตลาดอ้างอิง ตัวเลขนี้ทำให้ทองยังคงแกว่งในโซนสูงเหนือ 4,300 ดอลลาร์ได้ต่อเนื่อง
ราคาทองในประเทศจีนอยู่แถวประมาณ 933.9 หยวนต่อกรัม ปรับขึ้นเล็กน้อยในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ขณะที่โลหะมีค่าตัวอื่นก็มาในทิศเดียวกัน เงิน (silver) อยู่แถวประมาณ 64.3 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับขึ้นราวร้อยละ 1.1 เผยให้เห็นว่าเม็ดเงินไม่ได้กระจุกอยู่ที่ทองเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือแพลทินัม ซึ่งเคลื่อนไหวแถวประมาณ 1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับขึ้นประมาณร้อยละ 3 นับเป็นกลุ่มที่บวกแรงที่สุดในวันนี้ สาเหตุที่แพลทินัมได้เปรียบเพื่อนคือการมีคุณสมบัติสองด้าน ทั้งความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ได้แรงหนุนจากทั้งสองทางพร้อมกัน ส่วนแพลเลเดียมอยู่แถวประมาณ 1,308 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับขึ้นเล็กน้อย
ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมมหภาคไม่ได้เอื้อต่อโลหะมีค่าแบบเต็มที่เลย ดัชนีดอลลาร์สหรัฐยืนแถวประมาณ 99.6 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปียังอยู่ราวร้อยละ 5.04 ต่อปี ซึ่งตามปกติเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย การที่ทองยังทรงตัวได้จึงมาจากแรงหนุนจากความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยและความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังมีอยู่
จุดที่เป็นตัวชี้ขาดของทิศทางทั้งสองตลาดคือผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะประกาศในช่วงเย็นวันที่ 17 กันยายน ตลาดให้น้ำหนักประมาณเก้าในสิบว่าดอกเบี้ยจะถูกลดลง 25 จุดพื้นฐานสู่กรอบราวร้อยละ 3.75 ถึง 4.00
สำหรับนักลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ บทเรียนจากวันที่ผ่านมาคือความแตกต่างของพฤติกรรมระหว่างกลุ่มสินทรัพย์ พลังงานตอบสนองต่อแรงขายทำกำไรและทิศทางอุปทาน ขณะที่โลหะมีค่าตอบสนองต่อต้นทุนค่าเสียโอกาสและความกังวลเรื่องเสถียรภาพ การจัดพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงระหว่างสองกลุ่มนี้จึงให้ผลที่ดีกว่าการเดิมพันทางเดียว และการรอความชัดเจนจากตัวเลขเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าในสภาวะที่ตลาดกำลังหาทิศทาง