ราคาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) เดือนกรกฎาคม ออกมาน่าผิดหวังอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นเพียง 23,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้สูงถึง 80,000 ตำแหน่ง ข่าวดังกล่าวจุดชนวนการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอัตราที่รุนแรง และทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 100 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนเข้าใกล้ระดับ 1.16
ความอ่อนแอของตัวเลขการจ้างงาน สะท้อนภาพการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเดือนก่อนหน้า (มิถุนายน) การจ้างงานก็เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดที่เคยยืนยันว่า “ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง” เป็นอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเกือบเต็มที่ว่าเฟดจะประกาศลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน และบางรายเริ่มมองว่าเฟดอาจต้องปรับลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ หรือถี่ขึ้นมากกว่าเดิมภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า
ในฝั่งของเงินยูโร คู่สกุลเงิน EUR/USD ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างโดดเด่น ซื้อขายอยู่เหนือระดับ 1.1550 และเข้าใกล้ 1.16 ในช่วงเช้า นักวิเคราะห์มองว่า ความแข็งแกร่งของยูโรในครั้งนี้ มาจากทั้งการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการปรับตัวที่ดีขึ้นในระดับหนึ่งของตัวเลขเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ยูโรยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้อีกในระยะสั้น โดยเฉพาะหากข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงออกมาอ่อนแอ
สำหรับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย ก็ได้รับอานิสงส์จากความอ่อนแอของดอลลาร์เช่นกัน โดยเฉพาะเงินหยวนจีนที่มีความเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว ท่ามกลางแรงสนับสนุนจากดุลการค้าที่เกินดุลเพิ่มขึ้นเป็น 112,500 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ชะลอลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้นโยบายการเงินของจีนมีอิสระมากขึ้น สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีนท่ามกลางสภาวะแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อน
ในสัปดาห์นี้ ตลาดการเงินทั่วโลกจะต้องจับตาเหตุการณ์สำคัญหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล CPI ของสหรัฐฯ ในวันที่ 12 ส.ค. ข้อมูล PPI และ GDP ของอังกฤษในวันที่ 13 ส.ค. ตลอดจนยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 ส.ค. และมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) หากข้อมูลเหล่านี้ยังคงบ่งชี้ถึงเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ก็จะยิ่งตอกย้ำแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด และสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์เพิ่มเติม แต่ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นผิดคาด ดอลลาร์ก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เช่นกัน
สำหรับนักลงทุน การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหลุดระดับ 100 จุด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงควรติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งควบคุมปริมาณการซื้อขาย และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม เพราะโอกาสในการทำกำไรในตลาดเงิน จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานที่แม่นยำเป็นหลัก ไม่ใช่การไล่ตามความผันผวนในระยะสั้น
โดยสรุปแล้ว การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 100 จุด สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมุมมองตลาดที่มีต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อกับยอดค้าปลีกในสัปดาห์นี้ จะเป็นด่านทดสอบสำคัญว่า ทิศทางดังกล่าวจะดำเนินต่อไปหรือไม่ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด
(บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลตลาดเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณ)