ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดในการประชุมเดือนพฤษภาคม เมื่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ 2.25% ตามคาด แต่ผลการลงมติกลับออกมาเป็น 3-3 ซึ่งนำไปสู่การชี้ขาดโดยผู้ว่าการธนาคารกลาง สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในคณะกรรมการเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน
สิ่งที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่ใช่การคงดอกเบี้ย แต่เป็นถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของ RBNZ ซึ่งระบุว่า “อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้” ภาษาในแถลงการณ์ครั้งนี้แข็งกร้าวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมเป็น 73%
เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) พุ่งแข็งค่าขึ้นทันทีหลังจากประกาศผลการประชุม ขณะที่ AUD/NZD ร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์นโยบายการเงินระหว่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ความแตกต่างของนโยบายระหว่าง RBNZ และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน AUD/NZD ในขณะที่ RBNZ ส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน RBA กลับมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น โดยขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4.35% ในการประชุมล่าสุด แต่มีกรรมการ 1 คนไม่เห็นด้วย และมีแนวโน้มที่จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย
สาเหตุหลักที่ RBNZ ต้องส่งสัญญาณแข็งกร้าวคือแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศที่ยังคงสูง โดยเฉพาะค่าบริการ ค่าเช่า และต้นทุนแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัญหา Supply Chain จะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่แรงกดดันด้านราคายังไม่ลดลงเท่าที่ควร
นอกจากนี้ เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยอัตราการว่างงานยังคงต่ำ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ RBNZ มั่นใจว่าจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้โดยไม่กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป
ทางด้านเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) กลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ NZD เนื่องจาก RBA ส่งสัญญาณ Dovish นักเศรษฐศาสตร์ Sarah Hunter กล่าวว่ารัฐกำลังประเมินผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอดูสถานการณ์
สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ การประชุม RBNZ ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นปัจจัยที่มีพลังอย่างมากในการขับเคลื่อนตลาดค่าเงิน โดยเฉพาะใน Cross Pair เช่น AUD/NZD ที่อ่อนไหวต่อความแตกต่างของนโยบายระหว่างธนาคารกลางของทั้งสองประเทศ
แนวโน้มระยะสั้น NZD มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงการประชุมเดือนกรกฎาคม ซึ่งอัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงานของนิวซีแลนด์ที่จะประกาศในระหว่างนี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของค่าเงิน
ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุระดับ 1.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี แรงกดดันมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แผนการออกพันธบัตรเชื่อมโยง (Bridging Bond) ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน
แผนการออกพันธบัตรเชื่อมโยงของ LDP มีเป้าหมายเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลังของญี่ปุ่น หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นในปัจจุบันสูงถึงกว่า 260% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การออกพันธบัตรเพิ่มเติมย่อมสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน โดยความน่าจะเป็นอยู่ที่ประมาณ 60% ผู้ว่าการ BOJ คุโรดะได้ส่งสัญญาณหลายครั้งว่าหากอัตราเงินเฟ้อและค่าจ้างเป็นไปตามคาด ธนาคารกลางจะเดินหน้าการปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติ
อัตราเงินเฟ้อ CPI พื้นฐานของญี่ปุ่นเดือนเมษายนยังคงอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ผลการเจรจาค่าจ้างแสดงให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนให้ BOJ สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้
แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้น แต่ค่าเงินเยนกลับไม่แข็งค่าตามทฤษฎี สาเหตุเพราะการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนเกิดจากความกังวลด้านการคลังมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ภาพรวมค่าเงินเยนในระยะสั้นยังคงซบเซา แม้ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงภาพรวมในเมื่อ Fed ยังคงดอกเบี้ยสูง ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นที่ 400 Basis Points ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเยน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป หลังจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดชะลอตัวลง ตลาด Forex ทั่วโลกตอบรับเชิงบวก ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวลดลง 0.3% มาที่ 99.8 จุด ท่ามกลางความคาดหวังที่ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้
นักวิเคราะห์จาก XM ระบุว่า ทิศทางของเฟดจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด Forex ในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
สำหรับนักเทรดไทย ควรติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของเฟดต่อไป
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ทองคำได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์จากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อไป โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 4,700 ดอลลาร์ และแนวรับที่ 4,500 ดอลลาร์ การซื้อขายทองคำ CFD ผ่าน XM ช่วยให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากความผันผวนของราคาทองคำได้ทั้งในภาวะขาขึ้นและขาลง
ด้วยเลเวอเรจสูงถึง 1:1000 และสเปรดต่ำ XM เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักเทรดทองคำชาวไทย
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงสูง ส่งผลให้ค่าเงินนิวซีแลนด์ (NZD) แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์
NZD/USD ปรับตัวขึ้น 0.6% มาที่ 0.5873 ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้น NZX 50 ปรับตัวขึ้น 1.2% ปิดที่ 13,228 จุด
การตัดสินใจของ RBNZ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความท้าทายหลายประการ นักเทรดควรติดตามการประกาศนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด
เทรดเดอร์สามารถซื้อขาย NZD/USD และคู่เงินสำคัญอื่นๆ ได้ผ่าน XM Broker ด้วยสภาพคล่องสูงและราคาที่โปร่งใส
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนในรายงานเสถียรภาพการเงินล่าสุดว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดความท้าทายร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางการเงินของยูโรโซน ขณะที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อความเสี่ยงทางการเงินโลก
รองประธาน ECB Luis de Guindos กล่าวว่าการช็อกจากอุปทานพลังงานจะนำไปสู่ความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นภาวะที่ยากต่อการดำเนินนโยบายการเงิน
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนีในปี 2026 เหลือเพียง 0.5% ลดลง 0.4% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีจะอยู่ที่ 3% ในปีนี้และ 2.8% ในปีหน้า
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้อนุมัติกฎหมายยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ หลายรายการ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าและหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีรถยนต์ยุโรปที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไว้
ในตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.012% ขณะที่อายุ 2 ปี อยู่ที่ 4.033% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดไม่ได้มองอนาคตเศรษฐกิจในแง่ร้ายจนเกินไป
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันพุธ โดย WTI ร่วงลง 4.77% ปิดที่ 89.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ลดลง 3.92% มาที่ 92.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบสามเดือน
ข่าวความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลง มีรายงานว่าการเจรจามีความคืบหน้าไปสู่กรอบข้อตกลงที่อาจเปิดทางให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ
โลหะมีค่าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน COMEX Gold Futures ร่วงลง 1.05% มาที่ 4,454.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ Silver Futures ลดลง 2.25% มาที่ 74.89 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.08% มาที่ 99.23 จุด ทำให้คู่สกุลเงิน EUR/USD ลดลง 0.05% มาที่ 1.1626 และ GBP/USD ลดลง 0.15% มาที่ 1.3426
สำหรับนักเทรด forex การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำในวันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น USD/CAD และ AUD/USD ผู้เทรดควรติดตามการประกาศ PCE คืนนี้อย่างใกล้ชิด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายชิ้นชี้ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ตลาดตอนนี้ให้ความน่าจะเป็น 39% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 และ 62% ที่จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเลยทั้งปี
ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือการรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ซึ่งจะประกาศเวลา 20:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานจะยังคงสูง ซึ่งอาจทำให้เฟดคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.2% เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะยังคงสูงเป็นเวลานาน
น่าสนใจที่ธนาคารกลางนิวซีแลนด์เกือบจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด โดยขาดเพียงเสียงเดียว ส่งสัญญาณไปยังตลาดโลกว่าเมื่อเงินเฟ้อกลับฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสามารถเปลี่ยนจากการผ่อนคลายมาเป็นเข้มงวดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับนักเทรด Forex คืนนี้เป็นคืนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การประกาศ PCE ที่สูงกว่าคาดจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจกดดันคู่สกุลเงินอย่าง EUR/USD และ GBP/USD ให้อ่อนค่าลง