ไทย

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ท่ามกลางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่ง สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ถูกกดดันโดยรวม ดอลลาร์นิวซีแลนด์ร่วงสู่ 0.5650 ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ดอลลาร์แคนาดาอ่อนตัวลง โดยคู่ดอลลาร์สหรัฐต่อแคนาดาขึ้นสู่บริเวณมูลค่ายุติธรรมที่ 1.4068

เริ่มจากดอลลาร์นิวซีแลนด์ แม้ความคาดหวังว่า RBNZ จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ดอลลาร์นิวซีแลนด์กลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วงลงประมาณ 0.25% ในวัน ปรากฏการณ์ “ความคาดหวังขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแต่ค่าเงินอ่อนตัว” นี้ เหมือนกับกรณีของดอลลาร์ออสเตรเลีย แสดงให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนหลักในตลาดปริวรรตเงินตราคือความแข็งแกร่งโดยรวมของดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่นโยบายการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ด้านดอลลาร์แคนาดา นักวิเคราะห์จาก Scotiabank ชี้ว่า ดอลลาร์แคนาดามีพฤติกรรมตั้งรับเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก การกว้างขึ้นของส่วนต่างอัตราผลตอบแทนสหรัฐ-แคนาดาสร้างแรงต้านต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงสูงของเศรษฐกิจแคนาดากับสหรัฐ ทำให้เมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้นและดอลลาร์แข็งค่า ดอลลาร์แคนาดามักถูกกดดันโดยไม่ตั้งใจ และการสนับสนุนจากราคาน้ำมันก็ดูไม่มั่นคงเพียงพอเนื่องจากความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

การอ่อนตัวโดยรวมของสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันระหว่างประเทศและความคาดหวังการเติบโตทั่วโลก แม้ราคาน้ำมันจะทรงตัวสูงจากความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน แต่การปรับตัวดีขึ้นของอุปทานในขอบเขตจำกัดทำให้การขึ้นถูกจำกัด ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียก็กดดันสกุลเงินอย่างดอลลาร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ในมุมมองที่กว้างขึ้น การอ่อนตัวของสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์สะท้อนลักษณะหลายประการของสภาพแวดล้อมมหภาคโลก หนึ่งคือเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งทำให้ดอลลาร์เป็นที่พักพิงของเงินทุน สองคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้นเพิ่มข้อได้เปรียบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย สามคือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความไม่แน่นอนให้สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับเทรดเดอร์ ควรจับตาท่าทีของ RBNZ ติดตามราคาน้ำมันและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ-แคนาดา และระวังทิศทางโดยรวมของดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์ถึงจุดสูงสุดและกลับตัวลง สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์มักเกิดการฟื้นตัวที่ชัดเจน ในสภาพที่ความผันผวนสูงขึ้น การบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดยังคงเป็นหลักการแรก

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ตลาดโลหะมีค่ายังคงมีทิศทางที่แตกต่างกัน ทองคำทรงตัวหลังการร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ พยายามฟื้นตัวทางเทคนิค ส่วนเงินยังคงอ่อนตัว ราคาเงินสปอตอยู่ที่ประมาณ 60.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองเดือน โดยร่วงลงประมาณ 8.5% ในเดือนกันยายน

เริ่มจากทองคำ ราคาทองคำร่วงลงอย่างชัดเจนในช่วงต้นสัปดาห์ หลุดแนว 4,300 ดอลลาร์ โดยแตะระดับต่ำสุดประมาณ 4,290 ดอลลาร์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากจุดสูงสุด 4,700 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม สาเหตุโดยตรงคือการตีราคาใหม่ของตลาดต่อเส้นทางนโยบายเฟด เมื่อเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนย้ำว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูง ตลาดได้เลื่อนความคาดหวังการลดดอกเบี้ยออกไป อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงจึงปรับขึ้น

อย่างไรก็ดี ราคาทองคำได้รับการสนับสนุนจากแรงซื้อต่ำกว่า 4,300 ดอลลาร์ สะท้อนว่าฝ่ายขาขึ้นยังไม่แตกสลาย แรงสนับสนุนมาจากสองด้าน หนึ่งคือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ ความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานในช่องแคบฮอร์มุซ และสองคือความต้องการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปรับตัวครั้งนี้จึงน่าจะตีความได้ว่าเป็นการย่อตัวมากกว่าการกลับทิศของแนวโน้ม

ด้านเงินนั้นอ่อนแอกว่าทองคำอย่างชัดเจน นอกจากการร่วงลงตามเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าแล้ว คุณสมบัติทางอุตสาหกรรมของเงินยังทำให้อ่อนตัวลงเมื่อความอยากรับความเสี่ยงลดลง ราคาเงินไม่สามารถยืนเหนือ 61 ดอลลาร์ได้ อัตราส่วนทองคำต่อเงินจึงปรับขึ้น

จากตรรกะมหภาค โลหะมีค่ากำลังเผชิญสภาพแวดล้อมที่ขัดแย้ง ด้านหนึ่งอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ขึ้นและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าสร้างแรงกดดัน อีกด้านหนึ่งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความต้องการป้องกันความเสี่ยงด้านเครดิตสนับสนุนราคา สภาพที่ขัดแย้งนี้ทำให้ทองคำยากที่จะเกิดแนวโน้มทิศทางเดียวในระยะสั้น น่าจะแกว่งตัวกว้างมากกว่า

สำหรับนักลงทุน ควรจับตาการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ หากยืนเหนือ 5% ได้ แรงกดดันต่อโลหะมีค่าจะดำเนินต่อ หากอัตราผลตอบแทนกลับตัวลง ทองคำอาจมีหน้าต่างการฟื้นตัว การเปลี่ยนของอัตราส่วนทองคำต่อเงินก็ควรติดตาม เมื่ออัตราส่วนอยู่ในระดับสูง เงินจะมีความผันผวนและความเสี่ยงสูงกว่าทองคำ

คลื่น แรง กดดัน ที่ ไหล ท่วม สกุล เงิน เอเชีย ใน สัปดาห์ นี้ มี ต้น ตอ จาก สอง ปัจจัย หลัก ที่ ทำงาน ควบ คู่ กัน คือ ราคา น้ำมัน ที่ สูง ขึ้น และ ผล ตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ ที่ ปรับ ตัว ขึ้น ซึ่ง ทั้ง สอง ปัจจัย ล้วน บั่นทอน ความ อยาก เสี่ยง ของ นัก ลงทุน ทั่ว โลก

บัญชี ใหม่ ของ ห้องค้า OCBC ระบุ ตรง ๆ ว่า เงิน รูปี อินเดีย เปโซ ฟิลิปปินส์ รูเปียห์ อินโดนีเซีย และ บาท ไทย ต่าง อ่อนค่า ลง จาก ผล ของ ราคา น้ำมัน ที่ สูง ขึ้น และ ผล ตอบแทน พันธบัตร ที่ เพิ่ม ขึ้น ลำดับ ของ สกุลเงิน ที่ ถูก กล่าวถึง นี้ บอก ใบ้ ว่า ประเทศ ที่ นำเข้า พลังงาน สุทธิ เป็น ผู้ รับ ผล กระทบ หนัก ที่สุด

สินค้า ของ อินเดีย กำลัง เผชิญ กับ แรง กดดัน เชิง โครงสร้าง ที่ นอก เหนือ กว่าประเทศ อื่น เพราะ ต้อง นำเข้า พลังงาน จำนวน มาก และ ยัง ต้อง รักษา ดุล การ ค้า เงิน รูปี ได้ ทดสอบ ระดับ 96.00 ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ หลาย ครั้ง แต่ ไม่ สามารถ ทะลุ ขึ้น ไป ได้ ซึ่ง เป็น หลักฐาน ชัดเจน ของ การ แทรกแซง ตลาด โดย ธนาคาร กลาง อินเดีย

การ แทรกแซง ของ ธนาคาร กลาง อินเดีย นี้ ไม่ ได้ เป็น เรื่อง แปลก เพราะ ประเทศ ที่ มี เงิน สำรอง ระหว่าง ประเทศ เพียงพอ มัก เลือก ใช้ วิธี นี้ ใน การ ควบคุม ความ ผันผวน แทน การ ปล่อย ให้ ค่าเงิน ปรับ ตัว ตาม ตลาด อย่าง เต็มที่ ผล ที่ ตาม มา คือ ค่าเงิน จะ ปรับ ตัว ช้า ลง แต่ ทิศทาง จะ ถูก กำหนด โดย ทางการ มาก กว่า ปกติ

ใน ฝั่ง ของ อินโดนีเซีย เงิน รูเปียห์ อ่อนค่า ลง เช่น กัน และ ความ กังวล หลัก ของ ตลาด คือ เรื่อง ของ การ ขาด ดุล บัญชี เดินสะพัด และ ต้นทุน พลังงาน ที่ เพิ่ม สูง ขณะที่ เปโซ ฟิลิปปินส์ อ่อนค่า ลง จาก ทั้ง ปัจจัย ภาย นอก เรื่อง ดอกเบี้ย และ ปัจจัย ภาย ใน จาก ตัวเลข เศรษฐกิจ ที่ ยัง ไม่ ฟื้น ตัว อย่าง ชัดเจน

สำหรับ บาท ไทย นั้น เป็น หนึ่ง ใน สกุลเงิน ที่ ได้ รับ ผล กระทบ โดย ตรง ทั้ง จาก ราคา น้ำมัน ที่ สูง ขึ้น ซึ่ง กระทบ ต้นทุน การ นำเข้า พลังงาน และ จาก ผล ตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ ที่ สูง ขึ้น ซึ่ง ดึง เงิน ทุน ออก จาก ตลาด เกิด ใหม่ แรง กดดัน จึง มา จาก สอง ทาง พร้อม กัน

ใน ฝั่ง ของ อุปทาน น้ำมัน ปัจจัย ที่ ทำให้ ราคา สูง ขึ้น คือ สถานการณ์ ใน ช่องแคบ ฮอร์มุซ หลัง อิหร่าน ประกาศ พร้อม เปิด ช่องแคบ ภาย ใน เจ็ด วัน หาก วอชิงตัน ยอมรับ เงื่อนไข ดัชนี อุตสาหกรรม ดาวโจนส์ เคลื่อนไหว บริเวณ 51,800 จุด หลัง ตอบรับ ข่าว นี้ แต่ ราคา น้ำมัน ยัง คง ผันผวน สูง

ใน ด้าน ของ ราคา น้ำมัน ข้อมูล ล่า สุด ชี้ ว่า น้ำมันดิบ เบรนต์ และ WTI มี แนวโน้ม ปิด สัปดาห์ บวก เล็ก น้อย ราว ร้อย ละ 2 แต่ WTI กลับ ร่วง ถึง ร้อย ละ 7 เมื่อ เทียบ สัปดาห์ ต่อ สัปดาห์ เพราะ ต้นทุน ค่า ระวางเรือ ที่ พุ่ง สูง และ ความ กังวล ใน ตลาด ดีเซล ทำให้ ส่วน ต่าง ระหว่าง เบรนต์ กับ WTI กว้าง ขึ้น เป็น ราว 12 ดอลลาร์ ต่อ บาร์เรล

ใน ฝั่ง ของ อินเดีย ปัจจัย ซ้ำ เติม อีก ประการ คือ เรื่อง ของ ถ่านหิน ทางการ อินเดีย กำลัง พิจารณา กำหนด ให้ โรง ไฟฟ้า ต้อง ผสม ถ่านหิน นำเข้า ใน สัดส่วน ที่ บังคับ เนื่อง จาก ปริมาณ สำรอง ถ่านหิน ที่ โรง ไฟฟ้า กำลัง ลด ลง อย่าง น่า กังวล มาตรการ นี้ หาก ประกาศ ออก จริง จะ เพิ่ม แรง กดดัน ต่อ ต้นทุน พลังงาน ของ อินเดีย ต่อ ไป อีก

ใน ทาง กลับ กัน สถานการณ์ ใน ฝั่ง ของ อุปทาน ก็ มี ปัจจัย บวก อยู่ บ้าง จำนวน แท่น ขุดเจาะ ของ สหรัฐ เพิ่ม ขึ้น เป็น 599 แท่น สูง กว่า ปี ก่อน 50 แท่น โดย แท่น ขุด น้ำมัน เพิ่ม ขึ้น 3 แท่น เป็น 455 แท่น ตาม ข้อมูล ของ เบเกอร์ ฮิวจ์ส ขณะ ที่ ไนจีเรีย ผลิต น้ำมัน ดิบ ใน ระดับ สูงสุด ใน รอบ หก ปี

ใน ภูมิภาค นี้ สกุลเงิน ที่ พึ่งพา การ ท่องเที่ยว และ การ ส่งออก บริการ อย่าง บาท ไทย จะ ได้ รับ ผล กระทบ สอง ทาง คือ หาก เงินบาท อ่อนค่า ลง ต่อ เนื่อง รายได้ จาก นัก ท่องเที่ยว ต่าง ชาติ จะ เพิ่ม ขึ้น เมื่อ คิด เป็น เงินบาท แต่ ต้นทุน สินค้า นำเข้า จะ สูง ขึ้น และ กดดัน อัตรา เงินเฟ้อ ภาย ใน ประเทศ

ตัวชี้วัด ที่ ต้อง จับตา ต่อ จาก นี้ คือ ทิศทาง ของ ผล ตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ อายุ 10 ปี ที่ ยืน ใกล้ 5.18% ถึง 5.20% และ ระดับ ความ คืบหน้า ของ การ เจรจา เรื่อง ช่องแคบ ฮอร์มุซ หาก ทั้ง สอง ปัจจัย คลาย ความ ตึงเครียด ลง สกุลเงิน เอเชีย อาจ มี จังหวะ ฟื้น ตัว ใน ระยะ สั้น แต่ หาก ความ ตึงเครียด ยัง ต่อ เนื่อง แรง กดดัน จะ ยัง คง อยู่

สำหรับ ผู้ ส่งออก และ นำเข้า ใน ประเทศ เอเชีย ตะวันออก เฉียง ใต้ ช่วง นี้ เป็น ช่วง ที่ ต้อง ตรวจ สอบ ฐานะ เปิด รับ ความ เสี่ยง ค่าเงิน อย่าง ละเอียด และ พิจารณา ใช้ เครื่องมือ ป้องกัน ความ เสี่ยง ล่วงหน้า มาก ขึ้น เพราะ ความ เสี่ยง ไม่ ได้ มา จาก ทิศทาง เดียว อีก ต่อ ไป แต่ มา จาก ทั้ง ราคา พลังงาน ดอกเบี้ย ระดับ โลก และ ความ ไม่ แน่นอน ทาง ภูมิรัฐศาสตร์ พร้อม กัน

ภาพ ของ การ แทรกแซง ใน ภูมิภาค นี้ น่า สนใจ เพราะ แต่ละ ประเทศ ใช้ วิธี การ ต่าง กัน ประเทศ ที่ มี เงิน สำรอง สูง อย่าง จีน และ สิงคโปร์ ใช้ กลไก การ กำหนด ค่า กลาง ของ ตน ใน การ นำ ทาง ตลาด ประเทศ ที่ ต้อง รักษา เสถียรภาพ ระยะ สั้น ใช้ การ ขาย เงิน ดอลลาร์ โดย ตรง ขณะ ที่ ประเทศ ที่ ต้อง รักษา ดอกเบี้ย ภาย ใน ใช้ การ ขึ้น อัตรา ดอกเบี้ย เป็น เครื่องมือ หลัก

ใน กรณี ของ อินเดีย การ ที่ เงิน รูปี ทดสอบ ระดับ 96.00 หลาย ครั้ง แต่ ไม่ ทะลุ เป็น สัญญาณ ว่า ทางการ มี แนว รับ จิต วิทยา ที่ ชัดเจน และ พร้อม ที่ จะ ใช้ เงิน สำรอง ใน การ ป้องกัน ระดับ นั้น การ กำหนด แนว รับ เช่น นี้ อาจ ส่ง ผล ให้ ตลาด เปลี่ยน พฤติกรรม ใน การ ทดสอบ ระดับ ราคา แต่ ก็ อาจ สร้าง ความ คาดหวัง ที่ ผิด ได้ ถ้า ทางการ ไม่ สามารถ รักษา แนว รับ ได้ ใน ระยะ ยาว

สำหรับ ประเทศ ที่ มี เงินเฟ้อ จาก พลังงาน สูง อย่าง ไทย และ ฟิลิปปินส์ การ แข็งค่า ของ เงิน ตรา ต่าง ประเทศ ปัญหา สำคัญ ไม่ ได้ อยู่ ที่ ระดับ ค่าเงิน เพียง อย่าง เดียว แต่ อยู่ ที่ ผล กระทบ ต่อ ราคา สินค้า นำเข้า โดย เฉพาะ พลังงาน ซึ่ง จะ ส่ง ผ่าน ไป ถึง ต้นทุน การ ผลิต และ ค่า ครอง ชีพ ของ ประชาชน ใน ที่ สุด

ใน เชิง ของ นโยบาย ระยะ ถัดไป การ ผสมผสาน ระหว่าง การ แทรกแซง ตลาด อย่าง มี เป้าหมาย และ การ ใช้ นโยบาย อัตรา ดอกเบี้ย เป็น ทาง เลือก ที่ หลาย ประเทศ ใน เอเชีย กำลัง ใช้ เพราะ การ ขึ้น ดอกเบี้ย เพื่อ ป้องกัน ค่าเงิน เพียง อย่าง เดียว อาจ ทำ ให้ เศรษฐกิจ ภาย ใน ชะลอ ตัว หนัก เกิน ไป และ สร้าง ปัญหา ใหม่ ใน ระยะ ถัดไป

โดย สรุป ภาพ ของ สกุลเงิน เอเชีย ใน สัปดาห์ นี้ คือ ภาพ ของ การ ปรับ ตัว ภาย ใต้ แรง กดดัน สอง ด้าน ที่ ยัง ไม่ มี ทีท่า จะ คลาย ลง อย่าง รวดเร็ว การ ใช้ นโยบาย แทรกแซง อย่าง มี เป้าหมาย และ การ สื่อสาร ที่ ชัดเจน ของ ธนาคารกลาง แต่ละ แห่ง จะ เป็น ตัว กำหนด ว่า ความ ผันผวน จะ อยู่ ใน กรอบ ที่ จัดการ ได้ หรือ ขยาย ตัว จน กระทบ เศรษฐกิจ จริง
ประเด็นที่มีความสำคัญและมักถูกมองข้ามคือขีดจำกัดของการแทรกแซง การที่ธนาคารกลางต้องขายเงินดอลลาร์ในปริมาณมากเพื่อพยุงค่าเงินของตนเอง หมายความว่าทุนสำรองระหว่างประเทศจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และตลาดรับรู้ข้อจำกัดนี้เป็นอย่างดี ทำให้การเก็งกำไรทิศทางเดียวยังคงเกิดขึ้นได้ แม้จะถูกชะลอด้วยการแทรกแซง

อีกปัจจัยที่เชื่อมโยงกันคือราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันดิบยืนอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันดีเซลทำสถิติสูงสุด ประเทศผู้นำเข้าเชื้อเพลิงในเอเชียจะเผชิญกับทั้งการขาดดุลการค้าที่กว้างขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ ซึ่งจำกัดความสามารถของธนาคารกลางในการผ่อนคลายนโยบาย แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจอาจต้องการการสนับสนุนก็ตาม

ในเชิงของกลยุทธ์สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ควรให้ความสำคัญกับต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นในภาวะผันผวน เพราะส่วนต่างราคาซื้อขายจะกว้างขึ้นและค่าธรรมเนียมสูงขึ้น วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือการทยอยล็อกราคาเป็นรอบ ๆ ตามความจำเป็นที่ใช้จริง แทนที่จะเก็งกำไรจากจุดเดียว

โดยสรุปแล้ว ค่าเงินเอเชียรอบนี้เป็นการอ่อนค่าที่มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากความไม่สมดุลภายในของแต่ละประเทศ ดังนั้นเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเริ่มทรงตัวและราคาน้ำมันปรับลดลง การฟื้นตัวของค่าเงินก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

การ ประชุม สุดยอด ระหว่าง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ ทำเนียบขาว ปิด ลง ด้วย ข้อตกลง ที่ ทำให้ ตลาด เอเชีย หายใจ ได้ สะดวก ขึ้น นั่น คือ การ ยืด เวลา ข้อตกลง พักรบ การค้า ระหว่าง สหรัฐ กับ จีน ออก ไป อีก สอง เดือน

ข้อตกลง ครั้ง นี้ ไม่ มี การ ลด ภาษี ใหม่ และ ไม่ มี การ จัดตั้ง กลไก เจรจา ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ อย่าง ที่ หลาย ฝ่าย คาด หวัง แต่ การ ยืดเวลา ออก ไป ก็ มี ความ หมาย ใน ทาง ปฏิบัติ เพราะ ช่วย ลด ความ เสี่ยง ที่ การ ปรับ ขึ้น ภาษี จะ เกิด ขึ้น กะทันหัน ระหว่าง หน้า

เส้น ตาย ที่ สำคัญ ซึ่ง กลาย เป็น จุด เสี่ยง ใหม่ ของ สินทรัพย์ ที่ อ่อนไหว ต่อ การค้า คือ วันที่ 10 มกราคม หลัง จาก วัน นั้น สถานการณ์ อาจ กลับ ตึงเครียด อีก ครั้ง หาก ไม่ มี ข้อตกลง ระยะ ยาว และ ปัจจัย นี้ เอง ที่ ทำ ให้ ตลาด ยัง ไม่ กล้า เดินหน้า อย่าง เต็มที่

สำนักงาน ผู้ แทน การค้า สหรัฐ เกรียร์ ระบุ ว่า ทั้ง สอง ฝ่าย บรรลุ ข้อตกลง เกี่ยว กับ กลุ่ม สินค้า บาง ประเภท ที่ สามารถ ซื้อ ขาย กัน ได้ แม้ รายละเอียด ยัง ไม่ ชัดเจน แต่ สัญญาณ นี้ ก็ เพียงพอ ที่ จะ ลด ความ กังวล ของ นัก ลงทุน ใน ภูมิภาค ลง ได้ ระดับ หนึ่ง

ใน ฝั่ง ของ สกุลเงิน เงิน หยวน นอก ชายฝั่ง เคลื่อนไหว ใน กรอบ หลัง จาก ที่ เคย ปรับ ตัว ขึ้น ไป แตะ 6.7200 โดย UOB มอง ว่า มี ความ เสี่ยง ขา ลง สู่ 6.7330 ขณะ ที่ ธนาคารกลาง จีน ยัง คง รักษา เสถียรภาพ ของ ค่าเงิน หยวน อย่าง ต่อ เนื่อง ผ่าน กลไก การ กำหนด ค่า กลาง ที่ ยืดหยุ่น และ มี การ ควบคุม

สิ่ง ที่ น่า จับตา คือ ท่าที ของ จีน ใน การ จัดการ ค่าเงิน ยัง คง เป็น ปัจจัย ที่ ตลาด ใช้ ใน การ ประเมิน ความ ตั้งใจ ของ ทางการ ใน การ รองรับ การ ส่งออก ท่ามกลาง ความ ไม่ แน่นอน ของ ข้อตกลง การค้า ที่ ยัง ต้อง รอ การ เจรจา ต่อ

ใน ฝั่ง ของ เกาหลีใต้ เงิน วอน แข็งค่า ขึ้น อย่าง ชัดเจน เมื่อ ผู้ ส่งออก ขาย เงิน ดอลลาร์ ออก มา ก่อน ช่วง วันหยุด ชูซอก คู่ เงิน ดอลลาร์ ต่อ วอน ลด จาก ประมาณ 1,390 ลง มา อยู่ ที่ 1,360 ไอเอ็นจี มอง ว่า ดุล การค้า ของ เกาหลีใต้ จะ ขยาย ตัว ต่อ เนื่อง โดย ได้ แรง หนุน จาก การ ส่งออก เทคโนโลยี และ เซมิคอนดักเตอร์

ตัวเลข นี้ สะท้อน ภาพ ใหญ่ ของ เอเชีย ว่า ประเทศ ที่ อยู่ ใน ห่วงโซ่ อุปทาน เทคโนโลยี ยัง คง ได้ รับ ประโยชน์ จาก ความ ต้องการ ของ โลก และ จาก การ ที่ ข้อพิพาท การค้า ยัง ไม่ ปะทุ ขึ้น ใหม่ การ ยืดเวลา ออก ไป สอง เดือน จึง เป็น ตัว ต่อ อายุ ที่ ช่วย ให้ ภาค การ ผลิต ใน ภูมิภาค วางแผน ได้ ต่อ เนื่อง

ใน ทาง ตรงกันข้าม สกุลเงิน ของ ประเทศ ที่ พึ่งพา การ นำเข้า พลังงาน กลับ อ่อนค่า ลง เพราะ ราคา น้ำมัน ที่ สูง ขึ้น และ ผล ตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ ที่ เพิ่ม ขึ้น บั่นทอน ความ อยาก เสี่ยง ของ นัก ลงทุน ห้องค้า ของ OCBC ระบุ ว่า เงิน รูปี อินเดีย เปโซ ฟิลิปปินส์ รูเปียห์ อินโดนีเซีย และ บาท ไทย ต่าง อ่อนค่า ลง ใน บริบท นี้

จะ เห็น ได้ ว่า การ ยืดเวลา ข้อตกลง การค้า ไม่ ได้ แก้ ปัญหา ทุก อย่าง แต่ ช่วย แยก ประเด็น ทางการค้า ออก จาก ประเด็น ด้าน พลังงาน และ ดอกเบี้ย ซึ่ง เป็น ปัจจัย ที่ กดดัน สกุลเงิน เอเชีย ใน ช่วง นี้ นี่ คือ เหตุผล ที่ บาง สกุลเงิน ตอบรับ ข่าว ดี ขณะ ที่ บาง สกุลเงิน ยัง เผชิญ แรง กดดัน เดิม

ใน ระยะ ถัดไป ปัจจัย ที่ จะ กำหนด ทิศทาง ของ สินทรัพย์ เอเชีย มี สาม ข้อ หลัก คือ ความ คืบหน้า ใน การ เจรจา ระหว่าง สหรัฐ กับ จีน ก่อน วันที่ 10 มกราคม ผล ตอบแทน พันธบัตร สหรัฐ ที่ ยัง ยืน ใกล้ 5.18% ถึง 5.20% และ ทิศทาง ราคา น้ำมัน ที่ ขึ้น อยู่ กับ การ เจรจา เรื่อง ช่องแคบ ฮอร์มุซ

สำหรับ นัก ลงทุน และ ผู้ ประกอบการ ใน ไทย การ ยืดเวลา ข้อตกลง การค้า มี ผล ทาง บวก ต่อ ภาค การ ส่งออก โดย เฉพาะ สินค้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน ยานยนต์ และ เกษตรแปรรูป ที่ อยู่ ใน ห่วงโซ่ อุปทาน ร่วม กับ จีน แต่ ผล กระทบ นี้ ต้อง หัก ลบ กับ ต้นทุน พลังงาน ที่ สูง ขึ้น ซึ่ง ยัง เป็น ปัจจัย ลบ สำคัญ อยู่

ประธานาธิบดี ทรัมป์ จะ พบ กับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง อีก ครั้ง ใน เดือน พฤศจิกายน ซึ่ง นัก วิเคราะห์ หลาย ราย มอง ว่า การ พบ กัน ครั้ง ถัด ไป นั้น สำคัญ กว่า การ พบ ครั้ง นี้ เพราะ อาจ มี การ เจรจา รายละเอียด ของ ข้อตกลง ระยะ ยาว รวม ถึง ประเด็น ที่ ยัง ค้างคา เช่น การ ถ่ายโอน เทคโนโลยี และ กลไก การ เจรจา ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่ง ยัง ไม่ มี ความ คืบหน้า ใน การ พบ ครั้ง ล่า สุด

ใน เชิง ของ ตลาด เงินทุน การ ยืดเวลา ออก ไป ทำให้ เม็ด เงิน ที่ วางแผน ลงทุน ใน ภูมิภาค เอเชีย มี เวลา ปรับ พอร์ต มาก ขึ้น โดย เฉพาะ ใน กลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ และ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่ง ได้ รับ ประโยชน์ ตรง จาก การ ส่งออก ของ เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ตัวเลข ที่ เงิน วอน แข็งค่า จาก 1,390 มา อยู่ ที่ 1,360 เป็น หลักฐาน ที่ ชัดเจน ว่า ทิศทาง นี้ กำลัง เกิด ขึ้น จริง

ใน ฝั่ง ของ ไทย โดย ตรง นั้น ผล ประโยชน์ จาก การ ยืดเวลา ข้อตกลง การค้า จะ ปรากฏ ใน รูป ของ ความ มั่น ใจ ใน การ รับ คำสั่งซื้อ จาก ลูกค้า ใน สหรัฐ และ จีน ที่ อาจ ค่อย ๆ เพิ่ม ขึ้น ใน ช่วง ไตรมาส ถัดไป โดย เฉพาะ ใน กลุ่ม สินค้า ที่ เคย ได้ รับ ผล กระทบ จาก ข้อพิพาท เช่น ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องใช้ ไฟฟ้า

อย่างไร ก็ดี ความ มั่น ใจ นี้ ต้อง ตั้ง อยู่ บน พื้น ฐาน ของ ความ เข้าใจ ว่า ข้อตกลง นี้ เป็น เพียง การ เลื่อน เวลา ออก ไป ไม่ ใช่ การ แก้ ปัญหา ถาวร ความ เสี่ยง หลัง วันที่ 10 มกราคม ยัง คง อยู่ และ ผู้ ประกอบการ ควร มี แผน สำรอง สำหรับ กรณี ที่ การ เจรจา ล้มเหลว

สรุป แล้ว การ ยืดเวลา ข้อตกลง การค้า ระหว่าง สหรัฐ กับ จีน เป็น ข่าว กลาง ๆ ที่ ให้ ทั้ง โอกาส และ ความ ระมัดระวัง แก่ ตลาด เอเชีย ข้อตกลง นี้ ไม่ ได้ ปิด ประตู ความ เสี่ยง แต่ เลื่อน มัน ออก ไป และ การ ใช้ ช่วง ที่ มี เสถียรภาพ นี้ ใน การ วางแผน ลงทุน และ ปรับ โครงสร้าง ต้นทุน จะ เป็น ประโยชน์ มาก กว่า การ เก็งกำไร ระยะ สั้น จาก ข่าว เพียง อย่าง เดียว
สำหรับนักลงทุนในเอเชีย การต่ออายุข้อตกลงพักรบออกไปสองเดือนให้ทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในเวลาเดียวกัน ข่าวดีคือความเสี่ยงที่ภาษีจะกลับมาในเดือนพฤศจิกายนถูกกำจัดออกไปชั่วคราว ทำให้สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อการค้าไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนรุนแรง ข่าวร้ายคือความไม่แน่นอนทั้งหมดถูกเลื่อนออกไป ไม่ได้ถูกแก้ไข และกำหนดเส้นตายใหม่ในวันที่สิบมกราคมจะกลายเป็นจุดที่ตลาดต้องกลับมาเผชิญหน้ากับคำถามเดิมอีกครั้ง

สิ่งที่ยังค้างคาได้แก่ประเด็นภาษีนำเข้า การส่งออกแร่หายาก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน ภาคธุรกิจที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนจึงไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ และมีแนวโน้มที่จะเร่งกระจายแหล่งผลิตเพื่อลดความเสี่ยง

ในด้านของค่าเงิน เงินหยวนยังแกว่งตัวในกรอบแคบในขณะที่ตลาดรอสัญญาณใหม่ ขณะที่เงินดอลลาร์ออสเตรเลียซึ่งเป็นตัวแทนความต้องการของจีนมีแนวโน้มผันผวนมากกว่า เพราะนอกจากจะขึ้นกับความคืบหน้าของการเจรจาแล้ว ยังต้องขึ้นกับราคาน้ำมันและทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอีกด้วย

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติคือ ควรใช้กลยุทธ์ล็อกราคาเป็นช่วง ๆ แทนการเดิมพันทิศทางเดียว และติดตามปฏิทินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะช่วงก่อนวันที่สิบมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดมักตอบสนองต่อข่าวในทิศทางที่รุนแรง

ค่าเงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย กลาย เป็น หนึ่ง ใน สกุลเงิน ที่ น่า จับตา ที่สุด ของ ภูมิภาค เอเชีย แปซิฟิก ใน สัปดาห์ นี้ คู่ เงิน ออสซี่ ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหว บริเวณ 0.7025 ปรับ ขึ้น ร้อยละ 0.20 ใน วัน นั้น และ ฟื้นตัว กลับ มา จาก ระดับ 0.7000 ที่ เคย ทดสอบ ลง ไป ก่อน หน้า นี้

แรง หนุน หลัก มา จาก การ เปลี่ยน ท่าที ของ ตลาด ต่อ นโยบาย ของ ธนาคารกลาง ประเทศ ออสเตรเลีย ไอเอ็นจี ระบุ ว่า ตน คาด ว่า ธนาคารกลาง ออสเตรเลีย จะ ขึ้น ดอกเบี้ย 25 จุด เบสิก โดย ให้ เหตุผล สาม ข้อ คือ เศรษฐกิจ ที่ ร้อน แรง ตลาด แรงงาน ที่ ตึงตัว และ ข้อมูล ผลิตภัณฑ์ มวลรวม ภายใน ประเทศ รวม ทั้ง เงินเฟ้อ ที่ ออกมา สูง กว่า ที่ คาด ไว้

การ คาดการณ์ ว่า ธนาคารกลาง จะ ขึ้น ดอกเบี้ย ใน ภาวะ ที่ หลาย ประเทศ กำลัง หยุด นโยบาย เข้มงวด เป็น เรื่อง ที่ ผิด แบบ แผน ปกติ และ นั่น คือ เหตุผล ที่ เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย ได้ รับ แรง หนุน อย่าง ชัดเจน นัก ลงทุน มอง ว่า อัตรา ดอกเบี้ย ที่ สูง ขึ้น จะ ดึงดูด เงิน ทุน ระยะ สั้น ให้ ไหล เข้า มา ใน สินทรัพย์ ออสเตรเลีย มาก ขึ้น

ปัจจัย ทาง เทคนิค ที่ สำคัญ ใน ช่วง นี้ คือ การ ปิด ตลาด ของ จีน จาก วันหยุด เทศกาล ไหว้พระจันทร์ ตาม ด้วย ช่วง วันหยุด สัปดาห์ วันชาติ ที่ ยาว ต่อ เนื่อง การ ปิด ตลาด ใน ประเทศ จีน ทำให้ ไม่ มี ตัว อ้างอิง ของ ราคา จาก ตลาด ใน ประเทศ และ การ ค้นหา ราคา ของ สิน แร่ เหล็ก จึง เคลื่อนย้าย ไป ที่ ตลาด สิงคโปร์ แทน

การ ที่ ไม่ มี ตลาด จีน เป็น ตัว ถ่วง ทำให้ ความ ผันผวน ของ สินทรัพย์ ที่ เกี่ยว ข้อง กับ จีน รวม ถึง เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย สูง ขึ้น กว่า ปกติ ใน ช่วง นี้ เพราะ ราคา จะ ถูก กำหนด โดย นัก ลงทุน นอก ประเทศ เป็น หลัก ซึ่ง มัก มี ทิศทาง ที่ ชัดเจน กว่า ใน ระยะ สั้น แต่ ก็ ผันผวน มาก กว่า ด้วย

มุม มอง ที่ ต้อง พิจารณา คือ เศรษฐกิจ ออสเตรเลีย มี ความ เกี่ยว ข้อง กับ จีน สูง มาก ทั้ง ใน ด้าน การ ส่งออก สิน แร่ และ ด้าน ราคา สินค้า เกษตร จึง ไม่ น่า แปลกใจ ที่ เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย มัก เคลื่อนไหว ตาม ข้อมูล เศรษฐกิจ จีน และ ตาม ความ คืบหน้า ของ ข้อพิพาท การค้า ระหว่าง สหรัฐ กับ จีน

แม้ การ ปิด ตลาด จีน จะ เป็น ปัจจัย ทาง เทคนิค ระยะ สั้น แต่ ก็ มี นัย ที่ ลึก กว่า เพราะ มัน ทำให้ เห็น ว่า ตลาด เอเชีย แปซิฟิก ผูก ติด กับ เศรษฐกิจ จีน ใน ระดับ ที่ หาก จีน ชะลอ ตัว ลง ประเทศ ที่ พึ่งพา การ ส่งออก สิน แร่ อย่าง ออสเตรเลีย จะ ได้ รับ ผล กระทบ ก่อน ใคร

ใน ขณะ เดียว กัน คู่ เงิน ดอลลาร์ นิวซีแลนด์ ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหว บริเวณ 0.5665 แทบ ไม่ เปลี่ยนแปลง แม้ เงิน นิวซีแลนด์ พยายาม ฉวย ประโยชน์ จาก ดอลลาร์ ที่ อ่อน ลง ชั่วคราว แต่ ก็ ทำ ได้ ไม่ มาก นัก สะท้อน ว่า นัก ลงทุน มอง ว่า เศรษฐกิจ นิวซีแลนด์ ยัง มี ความ เสี่ยง ด้าน การ ชะลอ ตัว สูง กว่า ออสเตรเลีย

ใน ฝั่ง ของ ดอลลาร์สหรัฐ นั้น ยัง คง แข็งแกร่ง เมื่อ เฟด ขึ้น ดอกเบี้ย 25 จุด เบสิก ใน เดือน กันยายน สู่ กรอบ 3.75% ถึง 4.00% และ เจ้าหน้าที่ อย่าง ประธาน เฟด สาขา คลีฟแลนด์ นาง เบธ แฮมแมก ยืนยัน ว่า นโยบาย ยัง ไม่ รัดกุม เพียงพอ การ แข็งค่า ของ ดอลลาร์ จึง ยัง เป็น แรง กดดัน ต่อ สกุลเงิน ใน ภูมิภาค

สิ่ง ที่ ตลาด กำลัง จับตา ต่อ จาก นี้ คือ ถ้อย แถลง ของ ธนาคารกลาง ออสเตรเลีย ใน การ ประชุม ครั้ง ถัดไป หาก สัญญาณ ออก มา ทาง เข้มงวด กว่า ที่ ตลาด คาด เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย อาจ ปรับ ขึ้น ทดสอบ ระดับ สูง กว่า 0.7100 ได้ แต่ หาก ธนาคารกลาง ยัง คง ท่าที ระมัดระวัง เงิน ออสเตรเลีย อาจ ย่อตัว กลับ ลง ไป ทดสอบ แนว รับ ที่ 0.7000 อีก ครั้ง

สำหรับ นัก ลงทุน ไทย ที่ มี สินทรัพย์ ใน ออสเตรเลีย หรือ ทำ การค้า กับ ประเทศ นี้ การ เคลื่อนไหว ของ คู่ เงิน ออสซี่ ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ มี นัย ตรง ต่อ การ แปลง ค่า กว่า เงินบาท กับ ดอลลาร์ออสเตรเลีย เนื่องจาก เงินบาท เอง ก็ เคลื่อนไหว เทียบ ดอลลาร์สหรัฐ อย่าง ต่อ เนื่อง การ จับตา คู่ เงิน หลัก แล้ว จึง คำนวณ ผล กระทบ ต่อ เงินบาท จาก ความ เคลื่อนไหว สอง ชั้น นี้

ปัจจัย สำคัญ ที่ ต้อง ติดตาม ต่อ จาก นี้ คือ ข้อมูล ตลาด แรงงาน และ ตัวเลข เงินเฟ้อ ของ ออสเตรเลีย หาก ข้อมูล ออกมา สนับสนุน การ คาดการณ์ ของ ไอเอ็นจี ว่า เศรษฐกิจ ร้อน แรง และ ตลาด แรงงาน ตึงตัว เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย จะ ได้ รับ แรง หนุน เพิ่ม และ อาจ กลาย เป็น หนึ่ง ใน ไม่ กี่ สกุลเงิน ของ ภูมิภาค ที่ สามารถ ยืนหยัด ต่อ แรง กดดัน ของ ดอลลาร์สหรัฐ ได้

ใน ฝั่ง ของ อุปทาน สิน แร่ ราคา สิน แร่ เหล็ก ที่ ถูก กำหนด จาก ตลาด สิงคโปร์ ใน ช่วง ที่ จีน ปิด ตลาด เป็น ปัจจัย ที่ มี นัย ต่อ ประเทศ ผู้ ส่งออก อย่าง ออสเตรเลีย โดย ตรง การ ที่ ไม่ มี ตลาด จีน เป็น ตัว อ้างอิง ทำให้ ราคา ผันผวน มาก ขึ้น และ ส่ง ผล ต่อ ความ เชื่อมั่น ของ นัก ลงทุน ใน กลุ่ม บริษัท เหมือง แร่ ซึ่ง มี น้ำหนัก สูง ใน ตลาด หุ้น ออสเตรเลีย

ใน ระยะ ยาว แนวโน้ม ของ เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย ยัง ขึ้น อยู่ กับ สอง ปัจจัย หลัก คือ ทิศทาง เศรษฐกิจ จีน และ ความ ต่อ เนื่อง ของ ความ ต้องการ สินค้า เกษตร และ พลังงาน ของ โลก หาก จีน ฟื้น ตัว หลัง วันหยุด ยาว ความ ต้องการ สิน แร่ จะ กลับ มา และ หนุน เงิน ออสเตรเลีย แต่ หาก การ เติบโต ของ จีน ชะลอ ตัว ต่อ เนื่อง แรง หนุน นั้น จะ หาย ไป อย่าง รวดเร็ว

สำหรับ นัก ลงทุน ใน ไทย ที่ สนใจ สินทรัพย์ ออสเตรเลีย การ เข้าใจ ว่า ค่าเงิน ออสเตรเลีย ผูก กับ ราคา สินค้า โลก และ เศรษฐกิจ จีน มาก น้อย เพียงใด เป็น ประโยชน์ อย่าง มาก เพราะ ช่วย ให้ ประเมิน ความ เสี่ยง ได้ ดี กว่า การ ดู เพียง อัตรา ดอกเบี้ย ใน ประเทศ เพียง อย่าง เดียว

โดย ภาพรวม เงิน ดอลลาร์ ออสเตรเลีย ใน ช่วง นี้ เป็น ตัว อย่าง ที่ ดี ของ การ ที่ ปัจจัย ภาย ใน ประเทศ อย่าง นโยบาย ดอกเบี้ย และ ข้อมูล เศรษฐกิจ สามารถ เอา ชนะ แรง กดดัน จาก ภาย นอก ได้ ใน ระยะ สั้น อย่าง น้อย ก็ ตราบใด ที่ ตัวเลข เศรษฐกิจ ยัง หนุน เรื่องราว นั้น อยู่
ในมุมของเทรดเดอร์ การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางออสเตรเลียจะขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากเป็นจริง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างออสเตรเลียกับสหรัฐจะแคบลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์กับราคาตลาดยังไม่สอดคล้องกันเต็มที่ จึงยังมีช่องว่างให้เกิดความผันผวนได้อีกมาก

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือผลของวันหยุดในจีน เนื่องจากการซื้อขายในตลาดจีนปิดทำการทั้งช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และสัปดาห์วันชาติ ปริมาณสภาพคล่องในภูมิภาคจะลดลง และเมื่อสภาพคล่องน้อยลง การเคลื่อนไหวของราคาอาจรุนแรงเกินจริงได้ง่าย แม้ข่าวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ค่าเงินแกว่งตัวในกรอบกว้าง

ในด้านของสินค้าโภคภัณฑ์ การที่ตลาดเหล็กของจีนปิดทำการ ทำให้การค้นหาราคาเหล็กย้ายไปอยู่ที่สัญญาซิงคโปร์ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงราคาวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในออสเตรเลียด้วย สำหรับผู้ลงทุนระยะกลาง ควรกำหนดจุดตัดขาดทุนให้กว้างกว่าปกติ เพื่อรองรับความผันผวนที่มาจากปัจจัยด้านสภาพคล่อง

สุดท้ายนี้ ควรจับตาผลกระทบของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ต่ออายุออกไปเพียงสองเดือน เพราะกำหนดเส้นตายใหม่ในเดือนมกราคมจะเป็นจุดที่ตลาดกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง หากไม่มีความคืบหน้าชัดเจน ความผันผวนของค่าเงินในภูมิภาคอาจกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สอง สกุลเงิน หลัก ของ ยุโรป กำลัง เผชิญ แรง กดดัน อย่าง ต่อ เนื่อง คู่ เงิน ยูโร ต่อ ดอลลาร์ เคลื่อนไหว ใน กรอบ 1.1359 ถึง 1.1387 ตลอด ช่วง ข้ามคืน และ กำลัง มุ่ง สู่ การ ปรับ ลง ราย สัปดาห์ ติดต่อกัน เป็น สัปดาห์ ที่ สาม ซึ่ง เป็น สัญญาณ ชัดเจน ว่า แรง ซื้อ ที่ เคย หนุน ยูโร ได้ อ่อนแรง ลง แล้ว

แนว รับ สำคัญ ที่ ตลาด จับตา คือ เส้น ค่าเฉลี่ย เคลื่อนที่ 100 สัปดาห์ ที่ ระดับ 1.1356 หาก ราคา หลุด แนว นี้ ลง ไป อย่าง มี นัย สำคัญ การ ปรับฐาน อาจ เร่ง ตัว ขึ้น และ เปิด ทาง สู่ การ ทดสอบ ระดับ ต่ำ กว่า 1.13 ใน ไม่ ช้า นัก วิเคราะห์ ของ ธนาคาร โคเมอร์ซแบงก์ ถึง กับ ปรับ ลด ประมาณการ เป้าหมาย ปลาย ปี ของ คู่ เงิน นี้ ลง จาก 1.17 เหลือ 1.15

เหตุผล หลัก ของ การ เปลี่ยน ท่าที นี้ คือ การ กลับ มา มี น้ำหนัก ของ ดอลลาร์ เมื่อ เฟด ขึ้น ดอกเบี้ย 25 จุด เบสิก ใน เดือน กันยายน สู่ กรอบ 3.75% ถึง 4.00% และ เจ้าหน้าที่ อย่าง ประธาน เฟด สาขา คลีฟแลนด์ นาง เบธ แฮมแมก ยัง ยืนยัน ว่า นโยบาย ยัง ไม่ รัดกุม เพียงพอ ทั้ง โคเมอร์ซแบงก์ และ โซซิเอเต เจเนอราล ต่าง ระบุ ว่า ความ น่าเชื่อถือ ของ เฟด ใน สายตา ตลาด ได้ กลับ คืน มา แล้ว

ใน ฝั่ง ของ ยุโรป เอง ข้อมูล เศรษฐกิจ ก็ ไม่ ได้ ช่วย หนุน ยูโร เลย ดัชนี บรรยากาศ ผู้ บริโภค ของ เยอรมนี ประจำ เดือน ตุลาคม จาก สถาบัน GfK อยู่ ที่ ลบ 30.6 ต่ำ กว่า ที่ คาด ไว้ ที่ ลบ 27.4 และ แย่ ลง จาก ระดับ เดิม ที่ ลบ 26.6 ซึ่ง ถูก ปรับ เป็น ลบ 26.8 เหตุผล หลัก คือ ต้นทุน พลังงาน ที่ สูง ขึ้น ซึ่ง กดดัน กำลังซื้อ ของ ครัวเรือน อย่าง ต่อ เนื่อง

สิ่ง ที่ น่า สนใจ คือ เศรษฐกิจ ยุโรป ไม่ ได้ อ่อนแอ ทุก ด้าน ผลิตภัณฑ์ มวลรวม ภายใน ประเทศ ของ สเปน ไตรมาส สอง ยืนยัน การ ขยายตัว ที่ ร้อย ละ 0.7 เมื่อ เทียบ ไตรมาส ก่อน หน้า สูง กว่า ระดับ เดิม ที่ ร้อยละ 0.6 แต่ ตัวเลข นี้ ยัง ไม่ เพียงพอ ที่ จะ กลบ ข่าวร้าย จาก เยอรมนี ซึ่ง เป็น เครื่องยนต์ หลัก ของ ยูโรโซน

อีก ปัจจัย ที่ กดดัน ยูโร คือ ท่าที ของ ธนาคารกลาง ยุโรป เอง รอง ประธาน ธนาคารกลาง ยุโรป บอริส วุยชิช ระบุ ว่า ธนาคารกลาง ยุโรป ได้ เริ่ม วงจร การ เข้มงวด นโยบาย แล้ว และ เห็น ความ เสี่ยง ที่ ราคา พลังงาน จะ อยู่ ใน ระดับ สูง เป็น เวลา นาน รวม ทั้ง ราคา ดีเซล ที่ จะ ยัง สูง ต่อ เนื่อง อีก นาน นี่ คือ สัญญาณ ว่า ยุโรป ก็ กำลัง เผชิญ แรง กดดัน เงินเฟ้อ จาก พลังงาน เช่น กัน

ใน ฝั่ง ของ เงิน ปอนด์ สเตอร์ลิง ภาพ กลับ ดู ดี กว่า เล็ก น้อย คู่ เงิน ปอนด์ ต่อ ดอลลาร์ ปรับ ขึ้น มาก กว่า ร้อยละ 0.18 ใน วัน ศุกร์ เมื่อ ดอลลาร์ หยุด การ ขึ้น ชั่วคราว และ ช่วย ให้ ปอนด์ ลด ความ สูญเสีย ราย สัปดาห์ ลง ได้ แต่ ความ เสี่ยง ด้าน เงินเฟ้อ ของ สหราชอาณาจักร ยัง คง อยู่ และ ยัง ไม่ มี สัญญาณ ว่า จะ คลาย ลง ใน ระยะ อัน ใกล้

การ ที่ ปอนด์ ยัง ทรงตัว ได้ ใน ภาวะ ที่ ดอลลาร์ แข็งแกร่ง สะท้อน ว่า ตลาด ยัง ให้ น้ำหนัก กับ ความ คาดหวัง ว่า ธนาคารกลาง อังกฤษ จะ ยัง คง นโยบาย เข้มงวด ต่อ เนื่อง เพราะ เงินเฟ้อ ใน ประเทศ ยัง สูง กว่า เป้าหมาย อย่าง ชัดเจน อย่างไร ก็ดี หาก ดอลลาร์ กลับ มา แข็งค่า อีก ครั้ง ความ ทนทาน นี้ อาจ ถูก ทดสอบ อย่าง หนัก

ใน มิติ ของ การ ลงทุน ระหว่าง ประเทศ การ แข็งค่า ของ ดอลลาร์ ทำให้ ผล ตอบแทน ของ สินทรัพย์ ยุโรป เมื่อ แปลง เป็น เงิน ดอลลาร์ ลด ลง นัก ลงทุน สถาบัน จึง มี แนวโน้ม ลด สัดส่วน การ ลงทุน ใน ยุโรป และ เพิ่ม น้ำหนัก ให้ กับ สหรัฐ ซึ่ง เป็น วงจร ที่ เคย เกิด ขึ้น ซ้ำ แล้ว ซ้ำ เล่า ใน ภาวะ ที่ อัตรา ดอกเบี้ย สอง ฝั่ง แยก ทาง กัน

สำหรับ นัก ลงทุน ไทย ที่ ลงทุน ใน กองทุน ยุโรป หรือ ถือ ครอง สินทรัพย์ ที่ คิด มูลค่า เป็น ยูโร ความ เคลื่อนไหว นี้ มี ผล ต่อ ผล ตอบแทน เมื่อ แปลง กลับ เป็น เงินบาท อย่าง ชัดเจน เพราะ เงินบาท อาจ แข็งค่า เมื่อ เทียบ ยูโร แต่ อ่อนค่า เมื่อ เทียบ ดอลลาร์ ทำ ให้ ผล ตอบแทน สุทธิ ขึ้น อยู่ กับ สกุลเงิน ของ สินทรัพย์ นั้น ๆ

มอง ไป ข้างหน้า ปัจจัย ที่ จะ กำหนด ทิศทาง ยูโร และ ปอนด์ คือ ข้อมูล เงินเฟ้อ ของ ยูโรโซน และ อังกฤษ ที่ จะ ประกาศ ออกมา รวม ทั้ง เสียง ของ เจ้าหน้าที่ เฟด ตราบใด ที่ เฟด ยัง คง ท่าที เข้มงวด และ เศรษฐกิจ เยอรมนี ยัง ไม่ ฟื้น ตัว สกุลเงิน หลัก ของ ยุโรป ก็ มี แนวโน้ม ถูก กดดัน ต่อ ไป และ แนว ต้าน ทาง เทคนิค ของ ยูโร ที่ เส้น ค่าเฉลี่ย 100 สัปดาห์ จะ กลาย เป็น ด่าน ที่ ท้าทาย ที่สุด

ใน มิติ ของ เงิน ทุน ระหว่าง ประเทศ การ เคลื่อนย้าย ที่ สำคัญ ใน ช่วง นี้ คือ การ ไหล กลับ ของ เงิน ทุน สู่ สหรัฐ ซึ่ง เป็น ปัจจัย ที่ กดดัน ยูโร มาก ที่สุด นัก ลงทุน ที่ เคย ถือ ครอง พันธบัตร ยุโรป ที่ ให้ ผล ตอบแทน ต่ำ กำลัง เปรียบเทียบ กับ พันธบัตร สหรัฐ ที่ ให้ ผล ตอบแทน สูง กว่า อย่าง ชัดเจน การ เปรียบเทียบ นี้ เป็น เหตุผล พื้นฐาน ที่ ทำให้ ค่าเงิน ยูโร ยัง ไม่ มี แรง หนุน เพียงพอ ที่ จะ กลับ ทิศ

อีก ปัจจัย ที่ ต้อง จับตา คือ ทิศทาง ของ ราคา พลังงาน ใน ยุโรป รอง ประธาน ธนาคารกลาง ยุโรป บอริส วุยชิช ระบุ ว่า ราคา ดีเซล จะ ยัง คง สูง ต่อ เนื่อง อีก นาน ซึ่ง หมาย ความ ว่า ต้นทุน พลังงาน ที่ สูง จะ กลาย เป็น ปัจจัย ที่ กดดัน ทั้ง เงินเฟ้อ และ การ เติบโต ของ ยุโรป ไป พร้อม กัน สถานการณ์ เช่น นี้ มัก ทำให้ สกุลเงิน อ่อนค่า ลง เพราะ ตลาด มอง ว่า เศรษฐกิจ จะ เติบโต ได้ ช้า

ใน ฝั่ง ของ สหราชอาณาจักร สถานการณ์ ยัง ไม่ ต่าง กัน มาก นัก เงินเฟ้อ ที่ ยัง สูง กดดัน ให้ ธนาคารกลาง อังกฤษ ต้อง คง นโยบาย เข้มงวด แต่ ใน ขณะ เดียว กัน การ เติบโต ของ เศรษฐกิจ ที่ อ่อนแรง ก็ จำกัด ความ สามารถ ใน การ ขึ้น ดอกเบี้ย มาก กว่า ที่ ควร ความ ขัดแย้ง เช่น นี้ ทำให้ เงินปอนด์ ทรงตัว ใน กรอบ แคบ และ อ่อนไหว ต่อ ข่าว แต่ ละ ชิ้น มาก กว่า ปกติ

สำหรับ ผู้ ส่งออก และ นำเข้า ใน ไทย ที่ ทำ การค้า กับ ยุโรป การ เคลื่อนไหว ของ คู่ เงิน ยูโร และ ปอนด์ นี้ มี นัย ตรง ต่อ ต้นทุน และ ราย ได้ การ ทำ สัญญา ป้องกัน ความ เสี่ยง ล่วงหน้า จึง ควร พิจารณา ร่วม กับ แนวโน้ม ดอกเบี้ย ของ ทั้ง สอง ฝั่ง ไม่ ใช่ เพียง ดู ราคา สปอต ใน วัน เดียว
เมื่อมองผ่านมุมของนักลงทุนไทย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขดอลลาร์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นตามค่าเงิน การที่ยูโรอ่อนค่าลงในขณะที่เงินดอลลาร์แข็ง ทำให้สินค้านำเข้าจากยุโรปมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าจากสหรัฐ ผู้ประกอบการที่นำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรจากเยอรมนีและอิตาลีจึงต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องอีกชั้นหนึ่ง รองประธานธนาคารกลางยุโรปได้เตือนว่าราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะแพงไปอีกนาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในตลาดโลกที่ราคาน้ำมันดีเซลแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สิ่งนี้หมายความว่าเงินเฟ้อในยุโรปจะไม่ลดลงเร็วอย่างที่ตลาดเคยคาดไว้

สำหรับผู้ที่ติดตามค่าเงินเพื่อวางแผนการลงทุน ควรจับตาสามตัวเลขสำคัญ ได้แก่ การประชุมของธนาคารกลางยุโรปครั้งถัดไป ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเยอรมนี และทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ หากผลตอบแทนยังคงยืนเหนือระดับร้อยละห้าได้ต่อไป เงินดอลลาร์ก็จะยังคงแข็งค่า และกดดันให้เงินยูโรและเงินปอนด์อ่อนค่าลงต่อ

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งคือ การอ่อนค่าของเงินยูโรอาจไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานของยุโรปเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการที่ตลาดกลับมาเชื่อมั่นในนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอีกครั้ง หลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นเอกฉันท์ในเดือนกันยายน ซึ่งหมายความว่าหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มอ่อนแอลง การกลับตัวของค่าเงินก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

วันที่ 25 กันยายน 2569 ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการกลับมาของการซื้อขายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (carry trade) อีกครั้ง กลไกพื้นฐานคือ การกู้ยืมในสกุลเงินที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น ส่วนต่างผลตอบแทนก็กว้างขึ้น ทำให้การซื้อขายนี้มีกำไรมากขึ้น

สำหรับเงินเยน กลไกนี้สำคัญเป็นพิเศษ ญี่ปุ่นมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมานาน แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มปรับนโยบายสู่ภาวะปกติ แต่ยังห่างจากระดับของสหรัฐมาก USD/JPY จึงยังคงอยู่ใกล้ 159.00 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดรอบสามสัปดาห์ แม้จะถอยลงเล็กน้อยหลังถ้อยแถลงของรัฐมนตรีคลัง

ความเสี่ยงของ carry trade คือการกลับตัวกะทันหัน เมื่ออารมณ์ตลาดเปลี่ยน นักลงทุนจะปิดสถานะพร้อมกัน ทำให้สกุลเงินที่กู้ยืมอย่างเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ USD/JPY ถอยลงจาก 159.00 หลังความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงและอารมณ์หลบภัยที่เพิ่มขึ้น

สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจกลยุทธ์นี้ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าผลตอบแทนที่ดูน่าสนใจนั้นมาพร้อมความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่อาจกลืนกำไรทั้งหมดได้ในไม่กี่วัน การใช้เลเวอเรจสูงในกลยุทธ์นี้จึงอันตรายเป็นพิเศษ

กลไกที่ควรติดตามคือ ปัจจัยที่มีแนวโน้มทำให้ carry trade กลับตัว ได้แก่ การอ่อนตัวของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ทำให้ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยคลายลง การแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น และการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านเครดิตหรือการปรับฐานในตลาดหุ้น ซึ่งจะผลักให้เงินทุนกลับสู่สกุลเงินหลบภัย

ในทางกลับกัน ปัจจัยที่สนับสนุน carry trade ให้ดำเนินต่อคือ ข้อมูลเงินเฟ้อที่ยังเหนียว การจ้างงานที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นของตลาดต่อเส้นทางนโยบายของเฟด ในปัจจุบัน ปัจจัยกลุ่มนี้ยังคงมีน้ำหนัก

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ต้องระวังคือความผันผวน ในสภาพที่ผลตอบแทนพันธบัตรเปลี่ยนแปลงเร็ว การเคลื่อนไหวของคู่เงินอาจเกิน 1% ต่อวัน ซึ่งทำให้การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกลบผลตอบแทนจากส่วนต่างดอกเบี้ยได้ง่าย การกำหนดขนาดโพซิชันและจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจนจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก

วันที่ 25 กันยายน 2569 ตลาดปริวรรตเงินตราปิดสัปดาห์ในสภาพที่ดอลลาร์แข็งแกร่ง ดัชนีดอลลาร์ใกล้ 101.80 เงินยูโรอ่อนลงใกล้ 1.1375 เงินปอนด์ทรงตัวเหนือ 1.3200 ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นห้าวันติดต่อกันสู่ 1.4140 และทองคำถูกกดดันใกล้ระดับต่ำสุดของสัปดาห์ ในสภาพนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องมีเช็คลิสต์ความเสี่ยงที่ชัดเจน

สิ่งแรกที่ต้องจับตาคือทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ พันธบัตร 10 ปีทะลุ 5.09% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และ 30 ปีใกล้ 5.39% ผลตอบแทนเป็นเทอร์โมมิเตอร์ที่ตรงที่สุดของตลาดปริวรรตเงินตรา ความเร็วในการเพิ่มขึ้นกำหนดความชันของดอลลาร์และขนาดของแรงกดดันต่อสกุลเงินอื่น

สิ่งที่สองคือถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด หลังการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยังต้องการข้อมูลเพิ่มเพื่อประเมินว่าเป็นท่าทีถาวรหรือไม่ หากเจ้าหน้าที่ย้ำว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าการจ้างงาน การกำหนดราคาการขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นและดอลลาร์จะแข็งต่อ หากถ้อยคำอ่อนลง การแก้ไขความคาดหวังอาจเกิดขึ้นเร็ว

สิ่งที่สามคือความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน การเจรจานี้มีผลต่อสามเส้นพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมัน อารมณ์หลบภัย และดอลลาร์ ปัจจุบันการเจรจาหยุดชะงัก น้ำมัน Brent ทรงตัวเหนือ 105 ดอลลาร์ และการโจมตีของฮูตียังรบกวนอุปทาน

สิ่งที่สี่คือผลการประชุมสุดยอดสหรัฐ-จีนที่ทำเนียบขาว ดอลลาร์ออสเตรเลียทรงตัวรอบ 0.7010 เพราะตลาดรอตัวแปรนี้ หากส่งสัญญาณผ่อนคลาย สกุลเงินเอเชียจะได้ประโยชน์ทั้งกลุ่ม หากการเจรจาติดขัด เงินหลบภัยจะกลับสู่ดอลลาร์

สิ่งที่ห้าคือสัญญาณนโยบายและการแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นกล่าวว่าการขึ้นดอกเบี้ยล่าสุดเป็นไปเพื่อเป้าหมายเงินเฟ้อ USD/JPY จึงถอยจากจุดสูงสุดรอบสามสัปดาห์ที่ 159.00 โซน 159.00-160.00 เป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อการแทรกแซงในอดีต หากราคาเข้าใกล้โซนนี้อีก ความเสี่ยงการแทรกแซงจะเพิ่มขึ้น และคู่ครอสอย่าง EUR/JPY และ AUD/JPY จะปรับตาม

สรุปแล้ว แกนหลักมีเพียงข้อเดียว ตลาดปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย และตัวแปรอื่นทั้งหมดต้องผ่านช่องทางนี้ การเข้าใจจุดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่หนุนทอง ทำไมสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงแรงกว่า และทำไมดอลลาร์จึงแข็งแกร่งยากจะสั่นคลอน

คุณค่าของเช็คลิสต์ไม่ได้อยู่ที่การทำนายผล แต่อยู่ที่การแยกความไม่แน่นอนออกเป็นตัวชี้วัดที่ติดตามได้ เมื่อตัวชี้วัดใดมีทิศทางชัดเจน การกำหนดราคาของตลาดจะปรับตาม ก่อนหน้านั้น การคุมขนาดโพซิชัน วินัยในการตัดขาดทุน และความเคารพต่อจุดสำคัญ คือสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงที่สุด

เงินดอลลาร์ออสเตรเลียเคลื่อนไหวรอบ 0.7010 ในเซสชันเอเชียวันที่ 25 กันยายน 2569 ทรงตัวกว่ายูโรและปอนด์อย่างชัดเจน ความนิ่งนี้ไม่ได้มาจากข้อมูลเศรษฐกิจออสเตรเลียที่โดดเด่น แต่มาจากตลาดกำลังรอตัวแปรสำคัญนั่นคือการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐและจีนที่ทำเนียบขาว สำหรับออสเตรเลียซึ่งพึ่งพาการค้ากับจีนสูง ผลของนัดหมายนี้จึงมีผลโดยตรงต่อแนวโน้มการส่งออกและการกำหนดราคาสกุลเงิน

ในเชิงพื้นฐาน ออสเตรเลียเผชิญปัจจัยสองด้าน ด้านหนึ่ง ท่าทีเข้มงวดของเฟดและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 กดดันดอลลาร์ออสเตรเลียโดยตรง อีกด้านหนึ่ง สัญญาณสร้างเสถียรภาพและความคืบหน้าของการเจรจาการค้าจากจีนเป็นแนวรับ ระดับ 0.7010 สะท้อนความสมดุลชั่วคราวของทั้งสองฝ่าย

เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา สถานการณ์ต่างกันชัดเจน ดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงห้าวันติดต่อกันสู่ 1.4140 จากแรงกดดันทั้งราคาน้ำมันที่อ่อนตัวและดอลลาร์ที่แข็ง ดิบ WTI ลดลงใกล้ 92.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ข่าวข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านช่วยลดความกังวลด้านอุปทานแต่ก็ลดแรงหนุนจากคุณสมบัติสินค้าโภคภัณฑ์ของดอลลาร์แคนาดา การเปรียบเทียบนี้ชี้ว่าในสภาพปัจจุบัน ปัจจัยจีนที่หนุนดอลลาร์ออสเตรเลียเป็นสิ่งที่ดอลลาร์แคนาดาไม่มี

ทางเทคนิค จุดสำคัญของ AUD/USD คือ 0.7000 ซึ่งเป็นทั้งแนวรับจิตวิทยาและใกล้ขอบล่างของกรอบล่าสุด หากรักษาไว้ได้และกลับไปยืนเหนือ 0.7050 มีโอกาสฟื้นไป 0.7100 หากหลุด 0.7000 เป้าหมายถัดไปคือ 0.6950 และ 0.6900

สำหรับนักลงทุนในเอเชีย ควรจับตาสกุลเงินอื่นด้วย เงินเยนถอยจากจุดต่ำสุดรอบสามสัปดาห์จากทั้งอารมณ์หลบภัยและความเสี่ยงการแทรกแซง ขณะที่เงินหยวนได้แรงหนุนบางส่วนจากการเจรจาการค้า หากการประชุมสุดยอดส่งสัญญาณผ่อนคลาย สกุลเงินเอเชียจะได้ประโยชน์ทั้งกลุ่ม และดอลลาร์ออสเตรเลียซึ่งอ่อนไหวต่อความเสี่ยงจะยืดหยุ่นที่สุด แต่หากการเจรจาติดขัด เงินหลบภัยจะกลับสู่ดอลลาร์และดอลลาร์ออสเตรเลียจะเผชิญแรงกดดันทันที

บทเรียนสำคัญคือ ในช่วงรอเหตุการณ์สำคัญ สเปรดมักกว้างขึ้นและการหลอกทะลุเพิ่มขึ้น การรอผลลัพธ์และดูปฏิกิริยาจริงของตลาดปลอดภัยกว่าการคาดเดาล่วงหน้า

วันที่ 25 กันยายน 2569 เงินยูโรและเงินปอนด์ยังคงดิ้นรนหาแนวรับภายใต้แรงกดดันของดอลลาร์ เงินยูโรอ่อนลงใกล้ 1.1375 ขณะที่เงินปอนด์ทรงตัวเหนือ 1.3200 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ทางเทคนิคแทบไม่มีแนวรับที่พึ่งพาได้ในโซนนี้

สาเหตุของทั้งสองสกุลไม่เหมือนกัน เงินยูโรเผชิญแรงกดดันจากภายนอกเป็นหลัก ความแข็งแกร่งของดอลลาร์ครอบงำเรื่องราวทั้งหมด หลังเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดต่อเนื่อง ตลาดเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงนานขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรที่ทำจุดสูงสุดในรอบหลายปีตอกย้ำความเชื่อนี้ ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านไม่มีความคืบหน้า ทำให้ความไม่แน่นอนด้านพลังงานสร้างความกังวลให้ยุโรปซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

สำหรับเงินปอนด์ สถานการณ์ละเอียดอ่อนกว่า ข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษเริ่มอ่อนแรง แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่หมดไป ทำให้พื้นที่นโยบายของธนาคารกลางอังกฤษแคบลง ตลาดกังวลทั้งการขึ้นดอกเบี้ยที่จะกดการเติบโต และการผ่อนคลายเร็วเกินไปที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมา ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ทำให้เงินปอนด์อ่อนค่ามากกว่ายูโรเมื่อดอลลาร์แข็ง

ทางเทคนิค EUR/USD ยังอยู่ในกรอบกว้าง 1.13-1.15 แนวรับที่ 1.1375 เป็นจุดชี้ขาดระยะสั้น หากหลุดลงต่ำกว่านี้อย่างชัดเจนจะเปิดทางทดสอบ 1.1300 ขณะที่ GBP/USD ต้องกลับไปยืนเหนือ 1.3300 จึงจะคลายความอ่อนแอลง หาก 1.3200 หลุด ด่านถัดไปคือ 1.3100

EUR/JPY ก็ควรจับตา คู่เงินนี้ทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 9 วันใกล้ 180.10 และยังอยู่ในช่องทางขาลง การคาดการณ์นโยบายปกติของธนาคารกลางญี่ปุ่นและความเสี่ยงการแทรกแซงยังหนุนเยน ซึ่งกดแรงรีบาวด์ของ EUR/JPY หากหลุด 180.00 จะมีแรงขายตามมา

สำหรับนักลงทุน ตรรกะที่ควรจับตาคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ในสภาพที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐได้เปรียบชัดเจนและพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูง การรีบาวด์ของสกุลเงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์มีแนวโน้มเป็นการแก้ไขทางเทคนิคมากกว่าการกลับตัวของแนวโน้ม การรอสัญญาณที่ชัดเจนกว่ายังปลอดภัยกว่าการรีบซื้อที่จุดต่ำ