ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทองคำสปอตร่วงลงแตะระดับ 2,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยหลักกดดันทองคำ
การส่งสัญญาณ hawkish จากเฟดในการประชุมเดือนมิถุนายนเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.65% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งขึ้นแตะ 107.50 จุด สร้างแรงกดดันสองทางต่อราคาทองคำ
ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ลดลง
ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ทั่วโลกมีการไหลออกของเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ที่มีปริมาณการถือครองลดลงสู่ระดับ 820 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่ลดลงต่อทองคำในระยะสั้น
แนวโน้มทางเทคนิค
จากมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำได้ทะลุแนวรับสำคัญที่ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา ทำให้แนวรับถัดไปอยู่ที่ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่อาจมีแรงซื้อเข้าจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนที่ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงจากเงินสำรองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ แนวต้านสำคัญสำหรับทองคำอยู่ในช่วง 2,250-2,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถยืนเหนือได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม หากราคาทองคำสามารถดีดตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับแนวโน้มระยะกลาง
มุมมองจากนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์จากธนาคารชั้นนำหลายแห่งปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ลง โดย Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์เฉลี่ยไตรมาส 3 ลงจาก 2,350 ดอลลาร์ เหลือ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JP Morgan มองว่าราคาทองคำอาจซื้อขายในกรอบ 2,100-2,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงที่เหลือของปี
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจช่วยหนุนราคาทองคำในระยะยาวคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับนักลงทุนรายย่อย การซื้อทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงอาจเป็นโอกาสในการสะสมในราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะหากมีแผนการถือครองในระยะยาว แต่นักเก็งกำไรระยะสั้นควรใช้ความระมัดระวังเนื่องจากแนวโน้มราคาอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่ตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด
สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามปีที่ 98.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกรวมถึงค่าเงินบาทของไทย
ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงิน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก โดยมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลก การหยุดชะงักของการขนส่งในบริเวณนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกในทันที
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบางรายมองว่าราคาอาจแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ
ผลกระทบต่อคู่สกุลเงินหลัก
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ เนื่องจากตลาดมองว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงน้อยกว่าจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่และสามารถพึ่งพาพลังงานในประเทศได้ดีกว่า
ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) และดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ก็ได้รับแรงหนุนจากการที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ ตรงกันข้ามกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น (JPY) และยูโร (EUR) ที่ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญจากการที่ทั้งสองภูมิภาคต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
สำหรับคู่สกุลเงิน USD/THB ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลการค้าและค่าเงินบาท
กลยุทธ์การเทรดสำหรับนักลงทุน
นักวิเคราะห์แนะนำให้นักเทรด forex ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- การใช้คำสั่ง stop-loss อย่างเคร่งครัด เนื่องจากความผันผวนอาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวผิดปกติ
- จับตาดูการแถลงของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่อาจมีการแทรกแซงตลาดค่าเงิน
- ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาทางการทูตที่อาจคลี่คลายความตึงเครียด
- พิจารณาการเทรดคู่สกุลเงินที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน เช่น USD/CAD และ USD/NOK
นักลงทุนควรจับตาดูการประกาศสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ (EIA report) และรายงานจากโอเปกเกี่ยวกับแนวโน้มการผลิต เพื่อประเมินทิศทางราคาน้ำมันและผลกระทบต่อตลาด forex ในระยะต่อไป
ค่าเงินยูโร (EUR/USD) อ่อนค่าลงแตะ 1.1540 ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นผลมาจากการคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ โดยเฉพาะ ECB มีแนวโน้มที่จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน
นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปที่กว้างขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดัน EUR/USD โดยเฟดยังคงส่งสัญญาณว่าจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ต่อไป ขณะที่ตลาดคาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำกว่า 3.00% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินยูโร
ด้าน GBP/USD ซื้อขายที่ 1.3350 โดยปอนด์เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นและค่าจ้างชะลอตัวลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวเร็วกว่าที่ BoE คาดการณ์ไว้
NZD/USD พยายามยืนเหนือระดับ 0.5800 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำนมที่ปรับตัวลดลงและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นิวซีแลนด์พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนเป็นอย่างมาก ดังนั้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ราคาทองคำ spot ปรับตัวขึ้น 0.39% สู่ระดับ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่า และความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำ ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว
ราคาน้ำมันดิบ WTI ซื้อขายในช่วง 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 7.14% ในรอบเดือน ในขณะที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีนและสหภาพยุโรป สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โอเปกอาจต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันในการประชุมครั้งต่อไป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นำตลาดปรับตัวขึ้นในวันนี้ นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นหลังจากราคาปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนที่ผ่านมา ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยหุ้น Nvidia, Intel และ TSMC
สำหรับกลยุทธ์การเทรด นักเทรด Forex ควรระมัดระวังการเปิดสถานะขายสกุลเงินหลักๆ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง การใช้คำสั่ง Stop Loss เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดที่ไม่คาดคิด
PBOC กำหนดอัตราอ้างอิง USD/CNY รายวัน – จับตาทิศทางค่าเงินหยวนท่ามกลางสงครามการค้าและตะวันออกกลาง
ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) กำลังจะประกาศอัตราอ้างอิง USD/CNY (fixing rate) ในวันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ตลาด forex จับตามากที่สุดในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราของเอเชีย ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ทั้งจากสงครามในตะวันออกกลางและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบจัดการของจีน
จีนดำเนินระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ (managed floating exchange rate system) โดยค่าเงินหยวน (renminbi) สามารถเคลื่อนไหวภายในกรอบ +/- 2% จากอัตราอ้างอิงกลาง (central reference rate or midpoint) ที่ PBOC กำหนดในแต่ละวันทำการ การกำหนดอัตราอ้างอิงนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ PBOC ใช้ในการส่งสัญญาณนโยบายค่าเงินไปยังตลาด
โดยปกติ PBOC จะประกาศอัตราอ้างอิงรายวันในช่วงเวลาประมาณ 01:15 GMT (หรือ 21:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เวลาไทย 08:15 น.) ก่อนที่ตลาดปริวรรตเงินตราของจีนจะเปิดทำการ
PBOC ฉีดสภาพคล่อง 2.49 แสนล้านหยวน
ในวันนี้ PBOC ได้ดำเนินการฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินผ่านการทำธุรกรรม reverse repo อายุ 7 วัน มูลค่า 249,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท) โดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.40% การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ PBOC ในการรักษาสภาพคล่องในระบบธนาคารให้เพียงพอในขณะที่ตลาดการเงินกำลังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
อัตราดอกเบี้ย reverse repo 7 วันของ PBOC ที่ระดับ 1.40% ถือเป็นระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของจีนที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงเปราะบาง
ค่าเงินหยวนท่ามกลางปัจจัยหลากหลาย
ค่าเงินหยวนกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางในขณะนี้ โดยในด้านหนึ่ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่แข็งแรงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลง แต่อีกด้านหนึ่ง PBOC ต้องการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวนเพื่อหลีกเลี่ยงการไหลออกของเงินทุน (capital outflows) และเพื่อสนับสนุนบทบาทของหยวนในระบบการเงินระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นก็กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อดุลการค้าของจีน แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่แต่ก็ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมาก ซึ่งต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นกำลังกระทบต่อดุลการค้าและส่งผ่านไปยังค่าเงินหยวน
USD/CNY แนวโน้มระยะสั้น
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของปี 2569 ค่าเงินหยวนอาจยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวประมาณ 6.80-7.20 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญดังนี้
- ผลการเจรจาสันติภาพอิหร่าน: หากข้อตกลงบรรลุผล ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลบวกต่อดุลการค้าจีนและค่าเงินหยวน
- นโยบายการเงินสหรัฐฯ: ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคู่ USD/CNY
- นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจีน: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาลจีนอาจช่วยหนุนค่าเงินหยวนในระยะกลาง
- ความสัมพันธ์ทางการค้าสหรัฐฯ-จีน: แนวโน้มนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ผลกระทบต่อตลาด forex ภูมิภาค
การกำหนดอัตราอ้างอิง USD/CNY ของ PBOC ในแต่ละวันมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะต่อสกุลเงินของประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับจีน เช่น ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) ค่าเงินบาทไทย (THB) ค่าเงินริงกิตมาเลเซีย (MYR) และค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW)
เมื่อ PBOC กำหนดอัตราอ้างอิงที่อ่อนค่าหรือแข็งค่าผิดปกติ มักจะส่งผลให้สกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเคลื่อนไหวตาม เนื่องจากตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณนโยบายค่าเงินที่ชัดเจนของทางการจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนในตลาด forex ไม่ควรมองข้าม
ที่มา: InvestingLive, People’s Bank of China
ญี่ปุ่นหล่นอันดับ 3 เจ้าหนี้โลก แม้สินทรัพย์ต่างประเทศพุ่งทำสถิติใหม่ – จีนแซงขึ้นสู่อันดับ 2
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 ว่า สินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของญี่ปุ่น (net external assets) เพิ่มขึ้น 4.4% สู่ระดับ 561.75 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 8 อย่างไรก็ตาม แม้สินทรัพย์จะทำสถิติใหม่ แต่ญี่ปุ่นกลับร่วงลงสู่อันดับ 3 ของโลกในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด โดยจีนได้แซงหน้าขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แล้ว
รายละเอียดข้อมูลสำคัญ
สินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนในต่างประเทศที่แข็งแกร่งของบริษัทญี่ปุ่น รวมถึงการควบรวมกิจการข้ามพรมแดน และการปรับมูลค่าสูงขึ้นของหลักทรัพย์ต่างประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นถือครอง
อย่างไรก็ตาม หนี้สินต่างประเทศของญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะจากการปรับมูลค่าสูงขึ้นถึง 62.2 ล้านล้านเยนของหลักทรัพย์ญี่ปุ่นที่นักลงทุนต่างชาติถือครอง อันเป็นผลมาจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ด้านหนี้สินของบัญชีดุลการชำระเงินขยายตัวและจำกัดการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์สุทธิ
อันดับเจ้าหนี้โลกเปลี่ยนโฉมหน้า
เยอรมนียังคงครองตำแหน่งเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ 675.5 ล้านล้านเยน ตามด้วยจีนที่ 636.3 ล้านล้านเยน โดยทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยเพิ่มสินทรัพย์สุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
การที่ญี่ปุ่นเสียอันดับ 2 ให้กับจีนนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เนื่องจากญี่ปุ่นครองตำแหน่งเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกมานานถึง 34 ปี ก่อนจะเสียอันดับ 1 ให้กับเยอรมนีในปีก่อน ซึ่งเป็นการเสียตำแหน่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดอันดับ การเสียอันดับ 2 ให้กับจีนในปีนี้ยิ่งตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลทางเศรษฐกิจในเอเชีย
ปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นร่วง
จุดต่างสำคัญระหว่างญี่ปุ่นกับเยอรมนีและจีนคือโครงสร้างของสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ ในขณะที่เยอรมนีและจีนมีฐานะเจ้าหนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยเพิ่มสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีภาระหนี้สินในสัดส่วนที่เทียบเคียงได้ ญี่ปุ่นกลับมีหนี้สินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นญี่ปุ่นจำนวนมาก
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและการเงิน ได้ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ซึ่งแม้จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนญี่ปุ่น แต่ก็ส่งผลให้ฐานะเจ้าหนี้สุทธิของประเทศถูกบีบอัด
ผลกระทบต่อตลาด forex
ข่าวการร่วงลงสู่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อ sentiment ในตลาดค่าเงินเพียงเล็กน้อย โดย USD/JPY เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงอันดับเจ้าหนี้โลกนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดค่าเงินเยนในระยะสั้น เนื่องจากตลาด forex ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ BOJ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ มากกว่า
ถึงกระนั้น การที่ฐานะเจ้าหนี้ของญี่ปุ่นถูกกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็เป็นประเด็นที่นักลงทุนในตลาดค่าเงินควรจับตา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์และหนี้สินต่างประเทศอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินเยนในระยะกลางถึงยาว
มุมมองระยะยาว
แม้การเสียอันดับอาจดูเป็นสัญญาณลบ แต่ข้อมูลโดยรวมยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการลงทุนต่างประเทศของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายรับจากต่างประเทศท่ามกลางประชากรในประเทศที่ลดลงและตลาดภายในประเทศที่หดตัว การที่บริษัทญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงฐานะการเงินระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนในตลาด forex การเปลี่ยนแปลงอันดับเจ้าหนี้โลกครั้งนี้ควรเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินในระยะกลางถึงยาว ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของแต่ละประเทศ
ที่มา: กระทรวงการคลังญี่ปุ่น, InvestingLive, IMF
ศรีลังกาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1% สกัดเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันทะยาน – ส่งสัญญาณเตือนตลาดเกิดใหม่
ธนาคารกลางศรีลังกาได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืน (overnight policy rate) ถึง 100 จุดพื้นฐาน (1%) สู่ระดับ 8.75% ในวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่รุนแรงซึ่งเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันเร่งเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางศรีลังการะบุในแถลงการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนพุ่งสูงถึง 5.4% ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเฉพาะการคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
นอกจากนี้ ค่าเงินรูปีศรีลังกายังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานและอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีก
ผลกระทบต่อค่าเงินรูปี
การปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องค่าเงินรูปีและดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ หลังจากที่สกุลเงินของศรีลังกาอ่อนค่าลงประมาณ 8% ในปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ปรับตัวแย่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับแรงกดดันทั้งจากภายนอกคือการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และจากภายในคือนโยบายการคลังที่ยังคงจำเป็นต้องฟื้นฟู
นักวิเคราะห์มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย 100 จุดพื้นฐานในครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธนาคารกลางศรีลังกากำลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น
ศรีลังกา-บทเรียนสำหรับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ
การดำเนินนโยบายของศรีลังกาในครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ก่อนหน้านี้ในปี 2565 ศรีลังกาเคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ได้รับเอกราช โดยการผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศและการขาดแคลนสินค้าจำเป็นพื้นฐานทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวภายใต้โครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกกำลังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญอีกครั้ง
ปัจจัยราคาน้ำมันที่ต้องจับตา
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยได้แรงหนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการขนส่งน้ำมันทางทะเลของโลก
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป ประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าพลังงานสุทธิ (net energy importers) อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงินที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามอย่างศรีลังกา
แนวโน้มดอกเบี้ยศรีลังกา
นักวิเคราะห์ในแบบสำรวจของ Reuters คาดการณ์ว่าธนาคารกลางศรีลังกาอาจยังคงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก อย่างน้อย 0.50-0.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มสูง และการฟื้นตัวของการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่จะประกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาทิศทางนโยบายการเงินระยะต่อไปของศรีลังกา
ที่มา: Central Bank of Sri Lanka, InvestingLive, Reuters Poll