ไทย

จุดสนใจแรกของตลาดฟอเร็กซ์ในสัปดาห์นี้ อยู่ที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ของญี่ปุ่นที่จะประกาศในวันจันทร์ ในฐานะตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศ ข้อมูลนี้อาจส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และกลายเป็นปัจจัยกำหนดการเคลื่อนไหวของเยนในระยะสั้น

จากราคาในตลาด ดอลลาร์ต่อเยนปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 159 โดยลดลงราว 0.18% ในวันเดียว ขณะที่เยนแข็งค่าขึ้นประมาณ 2.1% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พลิกกลับจากแนวโน้มที่เยนเคยอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ เบื้องหลังการแข็งค่านี้ มีทั้งการที่ BOJ ส่งสัญญาณปรับนโยบายให้เป็นปกติหลายครั้ง และการอ่อนค่าของดอลลาร์จากความคาดหวังที่เฟดจะลดดอกเบี้ย

หาก GDP ไตรมาส 2 ของญี่ปุ่น ออกมาแข็งแกร่ง สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ตลาดก็จะเพิ่มความเชื่อมั่นว่า BOJ จะเดินหน้าปรับนโยบายให้เป็นปกติต่อไป และเยนก็มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนมากขึ้น ในทางกลับกัน หากตัวเลขเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ เยนก็อาจกลับมาเผชิญแรงกดดันได้อีกครั้ง นอกเหนือจาก GDP แล้ว สัปดาห์นี้ญี่ปุ่นยังมีข้อมูลคำสั่งซื้อเครื่องจักรหลัก (Core Machinery Orders) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการลงทุนของภาคเอกชน ที่ควรติดตามด้วย

จากมุมมองการเทรด เยนกำลังอยู่ในจุดที่อ่อนไหวค่อนข้างมาก ด้านหนึ่ง การปรับลดการเทรดคาร์รีเปิดพื้นที่ให้เยนฟื้นตัว อีกด้านหนึ่ง สภาพสุขภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเป็นตัวตัดสินว่าการฟื้นตัวนี้จะยั่งยืนหรือไม่ แนะนำนักลงทุนอย่าตัดสินตามการขึ้นลงในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับท่าทีของ BOJ ความต่อเนื่องของข้อมูลเศรษฐกิจ และควบคุมการใช้เลเวอเรจและขนาดพอร์ตอย่างเคร่งครัด

สัปดาห์ใหม่เปิดมาด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในตลาดฟอเร็กซ์ เมื่อดัชนีดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าในระดับต่ำ หลังปรับตัวลงต่ำกว่า 100 มาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่ยูโรต่อดอลลาร์กำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1.16 นักลงทุนต่างจับตาว่ายูโรจะสามารถทะลุแนวนี้ได้หรือไม่ หรือจะถูกแรงขายกดกลับอีกครั้ง ทิศทางในระยะสั้นขึ้นอยู่กับผลของข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

ปัจจัยที่หนุนให้ยูโรแข็งค่าขึ้น มาจากสองด้านคือ การอ่อนค่าของดอลลาร์ และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนกำลังค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหาเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่ตลาดก็ปรับเปลี่ยนความคาดหวังเกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายของ ECB อย่างต่อเนื่อง เมื่อตลาดประเมินทิศทางดอกเบี้ยระหว่างเฟดและ ECB แตกต่างกันอีกครั้ง ความแข็งแกร่งระหว่างดอลลาร์และยูโรจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางขึ้นของยูโรไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ด้านข้อมูล ในสัปดาห์นี้ยูโรโซนจะเปิดเผยตัวเลข CPI สุดท้ายรอบล่าสุด ซึ่งการปรับแก้ที่ผิดไปจากคาดอาจทำให้ยูโรผันผวน นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ZEW และข้อมูลอื่น ๆ ยังจะให้เบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรป หากข้อมูลออกมาอ่อนแอ ความพยายามทะลุแนว 1.16 ของยูโรก็อาจถูกกดกลับลงมาได้

จากภาพรวม ยูโรต่อดอลลาร์อยู่ในสถานะที่เต็มไปด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทับซ้อนกัน ทั้งแนวโน้มนโยบายของเฟด จังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป และทิศทางความต้องการความเสี่ยงของตลาดโลก สำหรับนักลงทุน แทนที่จะเดิมพันกับทิศทางเดียว ควรมุ่งเน้นไปที่การดูว่าตลาดตอบสนองต่อข้อมูลสำคัญที่ออกมาแล้วปรับพอร์ตตามสถานการณ์ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบเสมอ

ตลาดฟอเร็กซ์เดือนสิงหาคมเต็มไปด้วยการชั่งน้ำหนักระหว่างข้อมูลกับความคาดหวัง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 2.3 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดมาก และ CPI ก็ชะลอลงสู่ 3.4% ทำให้ตลาดเริ่มวางเดิมพันต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดมากขึ้น ปัจจุบันความน่าจะเป็นที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนพุ่งขึ้นสู่เกือบ 50% และความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบบางส่วนในการประชุม Jackson Hole ปลายเดือนนี้

การประชุม Jackson Hole ถือเป็นเวทีสำคัญที่เฟดใช้ส่งสัญญาณนโยบายการเงินครั้งใหญ่ จุดสนใจปีนี้คือมุมมองของประธานเฟดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน หากมีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจน ดอลลาร์อาจเร่งตัวลง เป็นการเปิดพื้นที่ให้ยูโรและปอนด์ขยับขึ้น แต่หากเจ้าหน้าที่ยังคงเน้นย้ำเรื่องความเหนียวของเงินเฟ้อและรักษาท่าทีแข็งกร้าว ดอลลาร์ก็อาจดีดกลับได้เช่นกัน

นอกจากเฟด ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นก็อยู่ในช่วงเฝ้าสังเกตนโยบายเช่นกัน เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหลายรายส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง คู่ USD/JPY แกว่งตัวในระดับสูงแถว 159 สะท้อนการชิงชัยระหว่างความคาดหวังเรื่องการแคบลงของส่วนต่างดอกเบี้ยกับแรงเทรด carry trade ส่วนเงินเฟ้อในยูโรโซนแม้ชะลอตัวแต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ ความโน้มเอียงในการผ่อนคลายของ ECB จึงเป็นข้อจำกัดต่อการแข็งค่าของยูโร

ในแง่กลยุทธ์ ช่วงนี้ความไม่แน่นอนสูง การวางเดิมพันทางเดียวจึงเสี่ยงเกินไป แนะนำให้จับตาจุดสำคัญสองสามจุด ได้แก่ ช่วง 99.5-100.5 ของดัชนีดอลลาร์ ช่วง 1.14-1.16 ของ EUR/USD และช่วง 158-161 ของ USD/JPY ด้านข้อมูล ยอดค้าปลีกสหรัฐในคืนวันพฤหัสบดีจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในระยะสั้น

โดยรวม ครึ่งหลังของเดือนสิงหาคมตลาดฟอเร็กซ์จะไม่เงียบสงบ การกลับไปกลับมาของความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และบรรยากาศการรอคอยก่อนการประชุมธนาคารกลางสำคัญ ล้วนอาจเพิ่มความผันผวน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจับแนวโน้มครึ่งปีหลัง การประชุม Jackson Hole คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด ขอแนะนำให้ความระมัดระวังและปรับขนาดสัญญาอย่างยืดหยุ่น

คู่เงิน EUR/USD ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างน่าสนใจ หลังยืนเหนือโซน 1.15 และทยอยขยับขึ้น โดยในเดือนที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นราว 1.3% การขึ้นของยูโรครั้งนี้ส่วนใหญ่ได้แรงหนุนจากข้อมูลฝั่งสหรัฐที่อ่อนแอ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 2.3 หมื่นตำแหน่ง และ CPI ชะลอลงสู่ 3.4% ทำให้ดัชนีดอลลาร์หลุดโซน 100 และเงินทุนไหลเข้าสู่ยูโรและสกุลเงินอื่นทดแทน

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของยูโรยังมีข้อกังวล แม้เงินเฟ้อในยูโรโซนจะชะลอตัว แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศยังซบเซา หากธนาคารกลางยุโรป (ECB) หันมาผ่อนคลายนโยบายเชิงรุก แรงส่งของยูโรอาจถูกจำกัด ปัจจุบันตลาดก็เริ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ ECB เช่นกัน หมายความว่าการแข็งค่าของยูโรอาจขึ้นอยู่กับ “ฝ่ายไหนอ่อนแอกว่า” มากกว่า “ฝ่ายไหนแข็งแกร่งกว่า”

ในเชิงเทคนิคอล คู่ EUR/USD ยืนเหนือ 1.15 แล้ว แนวต้านถัดไปอยู่ที่ 1.158-1.160 ซึ่งเป็นโซนสำคัญของปีนี้ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1.14-1.145 หากข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐยังอ่อนแอ ยูโรมีโอกาสทดสอบระดับ 1.16 แต่ถ้าดอลลาร์ดีดกลับ ยูโรอาจย่อลงมาที่ 1.14

สำหรับนักเทรดยูโร ต้องให้ความสำคัญกับสองตัวแปรหลัก ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐจะยังอ่อนแอต่อหรือไม่ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB เกี่ยวกับทิศทางนโยบาย จากทิศทางกระแสเงินทุนพบว่าตลาดเริ่มกระจายการถือครองจากดอลลาร์ไปยังยูโรและปอนด์มากขึ้น ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อให้ยูโร

โดยสรุป ระยะสั้นคู่ EUR/USD มีแนวโน้มแกว่งแข็งค่า แต่แนวต้าน 1.16 มีความสำคัญ หากยังไร้ปัจจัยใหม่ ขอแนะนำให้เทรดแบบกรอบและหลีกเลี่ยงการไล่ราคาสูง โอกาสของทิศทางที่ชัดเจนจะเห็นได้ชัดขึ้นหลังการประชุม Jackson Hole และการประชุม ECB

ECB ขึ้นดอกเบี้ย25bpsเป็น2.25% การขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ก.ย.2566 EUR/USD พุ่งเหนือ1.16 คาดEUR/USD อาจทดสอบ1.18ในอีกไม่กี่สัปดาห์

ตลาดฟอเร็กซ์จับตาการประชุมBOJ USD/JPY เคลื่อนไหว151.50-152.50 ความน่าจะเป็นขึ้นดอกเบี้ย70% หากBOJขึ้น25bps JPYอาจแข็งค่าสู่149-150

สหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเมื่อ15มิถุนายน สร้างคลื่นกระแทกตลาดการเงินโลก ทองคำ COMEX ร่วงสู่2,340ดอลลาร์ นักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทองคำสปอตร่วงลงแตะระดับ 2,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยหลักกดดันทองคำ

การส่งสัญญาณ hawkish จากเฟดในการประชุมเดือนมิถุนายนเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.65% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งขึ้นแตะ 107.50 จุด สร้างแรงกดดันสองทางต่อราคาทองคำ

ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ลดลง

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ทั่วโลกมีการไหลออกของเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ที่มีปริมาณการถือครองลดลงสู่ระดับ 820 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่ลดลงต่อทองคำในระยะสั้น

แนวโน้มทางเทคนิค

จากมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำได้ทะลุแนวรับสำคัญที่ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา ทำให้แนวรับถัดไปอยู่ที่ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่อาจมีแรงซื้อเข้าจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนที่ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงจากเงินสำรองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ แนวต้านสำคัญสำหรับทองคำอยู่ในช่วง 2,250-2,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถยืนเหนือได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม หากราคาทองคำสามารถดีดตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับแนวโน้มระยะกลาง

มุมมองจากนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์จากธนาคารชั้นนำหลายแห่งปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ลง โดย Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์เฉลี่ยไตรมาส 3 ลงจาก 2,350 ดอลลาร์ เหลือ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JP Morgan มองว่าราคาทองคำอาจซื้อขายในกรอบ 2,100-2,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจช่วยหนุนราคาทองคำในระยะยาวคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุนรายย่อย การซื้อทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงอาจเป็นโอกาสในการสะสมในราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะหากมีแผนการถือครองในระยะยาว แต่นักเก็งกำไรระยะสั้นควรใช้ความระมัดระวังเนื่องจากแนวโน้มราคาอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่ตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด

สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามปีที่ 98.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกรวมถึงค่าเงินบาทของไทย

ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงิน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก โดยมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลก การหยุดชะงักของการขนส่งในบริเวณนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกในทันที

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบางรายมองว่าราคาอาจแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

ผลกระทบต่อคู่สกุลเงินหลัก

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ เนื่องจากตลาดมองว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงน้อยกว่าจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่และสามารถพึ่งพาพลังงานในประเทศได้ดีกว่า

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) และดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ก็ได้รับแรงหนุนจากการที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ ตรงกันข้ามกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น (JPY) และยูโร (EUR) ที่ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญจากการที่ทั้งสองภูมิภาคต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

สำหรับคู่สกุลเงิน USD/THB ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อดุลการค้าและค่าเงินบาท

กลยุทธ์การเทรดสำหรับนักลงทุน

นักวิเคราะห์แนะนำให้นักเทรด forex ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

นักลงทุนควรจับตาดูการประกาศสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ (EIA report) และรายงานจากโอเปกเกี่ยวกับแนวโน้มการผลิต เพื่อประเมินทิศทางราคาน้ำมันและผลกระทบต่อตลาด forex ในระยะต่อไป

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางชั้นนำของโลกทั้งห้าแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ), ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางแคนาดา (บีโอซี) ต่างก็มีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินพร้อมกันในสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Central Bank Super Week”

เฟดส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน

ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.50-4.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนคือท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น (hawkish) ของเฟดในการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวในงานแถลงข่าวหลังการประชุมว่า “คณะกรรมการยังคงกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และเราจำเป็นต้องเห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลดลงอย่างยั่งยืนก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย” คำกล่าวนี้ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ

จุดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (dot plot) ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสมาชิกเฟดส่วนใหญ่มองว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเพียงหนึ่งครั้งในปี 2569 ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่สองถึงสามครั้ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาด emerging markets รวมถึงค่าเงินบาทของไทย

อีซีบียังคงเดินหน้าแม้เศรษฐกิจชะลอตัว

ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยนางคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบี ระบุว่ายังไม่สามารถประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อได้ แม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะแสดงสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจนก็ตาม

“เราจำเป็นต้องรักษาท่าทีที่ระมัดระวัง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ” นางลาการ์ดกล่าว

บีโออีและบีโอซีเลือกเดินสายกลาง

ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.50% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ธนาคารกลางแคนาดา (บีโอซี) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75% สร้างความแตกต่างในทิศทางนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว

สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างประเทศสร้างโอกาสในการทำกำไรจาก carry trade โดยเฉพาะคู่สกุลเงิน USD/JPY และ EUR/USD ที่มีความผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง

ตลาดจะจับตาดูการประชุมเฟดครั้งต่อไปในเดือนกรกฎาคม 2569 อย่างใกล้ชิด ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวอย่างชัดเจน