ไทย

ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทองคำสปอตร่วงลงแตะระดับ 2,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยหลักกดดันทองคำ

การส่งสัญญาณ hawkish จากเฟดในการประชุมเดือนมิถุนายนเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.65% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งขึ้นแตะ 107.50 จุด สร้างแรงกดดันสองทางต่อราคาทองคำ

ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ลดลง

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่ากองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ทั่วโลกมีการไหลออกของเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ที่มีปริมาณการถือครองลดลงสู่ระดับ 820 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่ลดลงต่อทองคำในระยะสั้น

แนวโน้มทางเทคนิค

จากมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำได้ทะลุแนวรับสำคัญที่ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา ทำให้แนวรับถัดไปอยู่ที่ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่อาจมีแรงซื้อเข้าจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนที่ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงจากเงินสำรองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ แนวต้านสำคัญสำหรับทองคำอยู่ในช่วง 2,250-2,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถยืนเหนือได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม หากราคาทองคำสามารถดีดตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับแนวโน้มระยะกลาง

มุมมองจากนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์จากธนาคารชั้นนำหลายแห่งปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ลง โดย Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์เฉลี่ยไตรมาส 3 ลงจาก 2,350 ดอลลาร์ เหลือ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JP Morgan มองว่าราคาทองคำอาจซื้อขายในกรอบ 2,100-2,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจช่วยหนุนราคาทองคำในระยะยาวคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุนรายย่อย การซื้อทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงอาจเป็นโอกาสในการสะสมในราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะหากมีแผนการถือครองในระยะยาว แต่นักเก็งกำไรระยะสั้นควรใช้ความระมัดระวังเนื่องจากแนวโน้มราคาอาจมีความผันผวนสูงในช่วงที่ตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางชั้นนำของโลกทั้งห้าแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ), ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางแคนาดา (บีโอซี) ต่างก็มีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินพร้อมกันในสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Central Bank Super Week”

เฟดส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน

ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.50-4.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนคือท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น (hawkish) ของเฟดในการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวในงานแถลงข่าวหลังการประชุมว่า “คณะกรรมการยังคงกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และเราจำเป็นต้องเห็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลดลงอย่างยั่งยืนก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย” คำกล่าวนี้ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ

จุดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (dot plot) ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสมาชิกเฟดส่วนใหญ่มองว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเพียงหนึ่งครั้งในปี 2569 ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่สองถึงสามครั้ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาด emerging markets รวมถึงค่าเงินบาทของไทย

อีซีบียังคงเดินหน้าแม้เศรษฐกิจชะลอตัว

ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยนางคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบี ระบุว่ายังไม่สามารถประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อได้ แม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะแสดงสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจนก็ตาม

“เราจำเป็นต้องรักษาท่าทีที่ระมัดระวัง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ” นางลาการ์ดกล่าว

บีโออีและบีโอซีเลือกเดินสายกลาง

ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.50% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ธนาคารกลางแคนาดา (บีโอซี) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75% สร้างความแตกต่างในทิศทางนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว

สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างประเทศสร้างโอกาสในการทำกำไรจาก carry trade โดยเฉพาะคู่สกุลเงิน USD/JPY และ EUR/USD ที่มีความผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (NFP) ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง

ตลาดจะจับตาดูการประชุมเฟดครั้งต่อไปในเดือนกรกฎาคม 2569 อย่างใกล้ชิด ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวอย่างชัดเจน

ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาด Forex

ธนาคารกลางที่ต้องติดตาม
Federal Reserve (Fed) ของสหรัฐฯ
European Central Bank (ECB) ของยุโรป
Bank of Japan (BOJ) ของญี่ปุ่น

ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ เทรดกับ XM และรับข่าวสารวิเคราะห์

การเปลี่ยนแปลงผู้นำเฟด: Kevin Warsh รับตำแหน่งประธานคนใหม่ ตลาดจับตานโยบายการเงิน

Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการจับตาของตลาดการเงินทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เฟดกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงสูง ความผันผวนในตลาดการเงิน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

Warsh ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่มีแนวคิด hawkish ด้านนโยบายการเงิน นักวิเคราะห์คาดว่าเขาอาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอาจหมายถึงการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น

ตลาดฟิวเจอร์สของกองทุนเฟดบ่งชี้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันในการประชุมครั้งต่อไป โดยมีความเป็นไปได้ 65% ที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม หาก Warsh ส่งสัญญาณ hawkish ในการแถลงนโยบายครั้งแรก อาจทำให้ตลาดปรับเปลี่ยนคาดการณ์อย่างรวดเร็ว

สำหรับคู่สกุลเงินหลัก:

นอกจากนโยบายดอกเบี้ยแล้ว Warsh อาจให้ความสำคัญกับการลดขนาดงบดุลของเฟด (quantitative tightening) ซึ่งจะดูดสภาพคล่องออกจากระบบและอาจส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้และหุ้น

นักลงทุนควรติดตาม:

โดยสรุป การเข้ามาของ Kevin Warsh อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนัยสำคัญในนโยบายการเงินของสหรัฐ นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและปรับกลยุทธ์การเทรดให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายใหม่