ไทย

PBOC กำหนดอัตราอ้างอิง USD/CNY รายวัน – จับตาทิศทางค่าเงินหยวนท่ามกลางสงครามการค้าและตะวันออกกลาง

ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) กำลังจะประกาศอัตราอ้างอิง USD/CNY (fixing rate) ในวันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ตลาด forex จับตามากที่สุดในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราของเอเชีย ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ทั้งจากสงครามในตะวันออกกลางและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบจัดการของจีน

จีนดำเนินระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ (managed floating exchange rate system) โดยค่าเงินหยวน (renminbi) สามารถเคลื่อนไหวภายในกรอบ +/- 2% จากอัตราอ้างอิงกลาง (central reference rate or midpoint) ที่ PBOC กำหนดในแต่ละวันทำการ การกำหนดอัตราอ้างอิงนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ PBOC ใช้ในการส่งสัญญาณนโยบายค่าเงินไปยังตลาด

โดยปกติ PBOC จะประกาศอัตราอ้างอิงรายวันในช่วงเวลาประมาณ 01:15 GMT (หรือ 21:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เวลาไทย 08:15 น.) ก่อนที่ตลาดปริวรรตเงินตราของจีนจะเปิดทำการ

PBOC ฉีดสภาพคล่อง 2.49 แสนล้านหยวน

ในวันนี้ PBOC ได้ดำเนินการฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินผ่านการทำธุรกรรม reverse repo อายุ 7 วัน มูลค่า 249,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท) โดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.40% การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ PBOC ในการรักษาสภาพคล่องในระบบธนาคารให้เพียงพอในขณะที่ตลาดการเงินกำลังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

อัตราดอกเบี้ย reverse repo 7 วันของ PBOC ที่ระดับ 1.40% ถือเป็นระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของจีนที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงเปราะบาง

ค่าเงินหยวนท่ามกลางปัจจัยหลากหลาย

ค่าเงินหยวนกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางในขณะนี้ โดยในด้านหนึ่ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่แข็งแรงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลง แต่อีกด้านหนึ่ง PBOC ต้องการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวนเพื่อหลีกเลี่ยงการไหลออกของเงินทุน (capital outflows) และเพื่อสนับสนุนบทบาทของหยวนในระบบการเงินระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นก็กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อดุลการค้าของจีน แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่แต่ก็ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมาก ซึ่งต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นกำลังกระทบต่อดุลการค้าและส่งผ่านไปยังค่าเงินหยวน

USD/CNY แนวโน้มระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของปี 2569 ค่าเงินหยวนอาจยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวประมาณ 6.80-7.20 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญดังนี้

ผลกระทบต่อตลาด forex ภูมิภาค

การกำหนดอัตราอ้างอิง USD/CNY ของ PBOC ในแต่ละวันมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะต่อสกุลเงินของประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับจีน เช่น ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) ค่าเงินบาทไทย (THB) ค่าเงินริงกิตมาเลเซีย (MYR) และค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW)

เมื่อ PBOC กำหนดอัตราอ้างอิงที่อ่อนค่าหรือแข็งค่าผิดปกติ มักจะส่งผลให้สกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเคลื่อนไหวตาม เนื่องจากตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณนโยบายค่าเงินที่ชัดเจนของทางการจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนในตลาด forex ไม่ควรมองข้าม

ที่มา: InvestingLive, People’s Bank of China

ญี่ปุ่นหล่นอันดับ 3 เจ้าหนี้โลก แม้สินทรัพย์ต่างประเทศพุ่งทำสถิติใหม่ – จีนแซงขึ้นสู่อันดับ 2

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 ว่า สินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของญี่ปุ่น (net external assets) เพิ่มขึ้น 4.4% สู่ระดับ 561.75 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 8 อย่างไรก็ตาม แม้สินทรัพย์จะทำสถิติใหม่ แต่ญี่ปุ่นกลับร่วงลงสู่อันดับ 3 ของโลกในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด โดยจีนได้แซงหน้าขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แล้ว

รายละเอียดข้อมูลสำคัญ

สินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนในต่างประเทศที่แข็งแกร่งของบริษัทญี่ปุ่น รวมถึงการควบรวมกิจการข้ามพรมแดน และการปรับมูลค่าสูงขึ้นของหลักทรัพย์ต่างประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นถือครอง

อย่างไรก็ตาม หนี้สินต่างประเทศของญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะจากการปรับมูลค่าสูงขึ้นถึง 62.2 ล้านล้านเยนของหลักทรัพย์ญี่ปุ่นที่นักลงทุนต่างชาติถือครอง อันเป็นผลมาจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ด้านหนี้สินของบัญชีดุลการชำระเงินขยายตัวและจำกัดการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์สุทธิ

อันดับเจ้าหนี้โลกเปลี่ยนโฉมหน้า

เยอรมนียังคงครองตำแหน่งเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ 675.5 ล้านล้านเยน ตามด้วยจีนที่ 636.3 ล้านล้านเยน โดยทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยเพิ่มสินทรัพย์สุทธิอย่างมีนัยสำคัญ

การที่ญี่ปุ่นเสียอันดับ 2 ให้กับจีนนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เนื่องจากญี่ปุ่นครองตำแหน่งเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกมานานถึง 34 ปี ก่อนจะเสียอันดับ 1 ให้กับเยอรมนีในปีก่อน ซึ่งเป็นการเสียตำแหน่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดอันดับ การเสียอันดับ 2 ให้กับจีนในปีนี้ยิ่งตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลทางเศรษฐกิจในเอเชีย

ปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นร่วง

จุดต่างสำคัญระหว่างญี่ปุ่นกับเยอรมนีและจีนคือโครงสร้างของสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ ในขณะที่เยอรมนีและจีนมีฐานะเจ้าหนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยเพิ่มสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีภาระหนี้สินในสัดส่วนที่เทียบเคียงได้ ญี่ปุ่นกลับมีหนี้สินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นญี่ปุ่นจำนวนมาก

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและการเงิน ได้ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ซึ่งแม้จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนญี่ปุ่น แต่ก็ส่งผลให้ฐานะเจ้าหนี้สุทธิของประเทศถูกบีบอัด

ผลกระทบต่อตลาด forex

ข่าวการร่วงลงสู่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อ sentiment ในตลาดค่าเงินเพียงเล็กน้อย โดย USD/JPY เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงอันดับเจ้าหนี้โลกนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดค่าเงินเยนในระยะสั้น เนื่องจากตลาด forex ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ BOJ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ มากกว่า

ถึงกระนั้น การที่ฐานะเจ้าหนี้ของญี่ปุ่นถูกกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็เป็นประเด็นที่นักลงทุนในตลาดค่าเงินควรจับตา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์และหนี้สินต่างประเทศอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินเยนในระยะกลางถึงยาว

มุมมองระยะยาว

แม้การเสียอันดับอาจดูเป็นสัญญาณลบ แต่ข้อมูลโดยรวมยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการลงทุนต่างประเทศของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายรับจากต่างประเทศท่ามกลางประชากรในประเทศที่ลดลงและตลาดภายในประเทศที่หดตัว การที่บริษัทญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงฐานะการเงินระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนในตลาด forex การเปลี่ยนแปลงอันดับเจ้าหนี้โลกครั้งนี้ควรเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินในระยะกลางถึงยาว ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของแต่ละประเทศ

ที่มา: กระทรวงการคลังญี่ปุ่น, InvestingLive, IMF

ศรีลังกาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1% สกัดเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันทะยาน – ส่งสัญญาณเตือนตลาดเกิดใหม่

ธนาคารกลางศรีลังกาได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืน (overnight policy rate) ถึง 100 จุดพื้นฐาน (1%) สู่ระดับ 8.75% ในวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่รุนแรงซึ่งเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันเร่งเงินเฟ้อ

ธนาคารกลางศรีลังการะบุในแถลงการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนพุ่งสูงถึง 5.4% ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเฉพาะการคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก

นอกจากนี้ ค่าเงินรูปีศรีลังกายังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานและอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีก

ผลกระทบต่อค่าเงินรูปี

การปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องค่าเงินรูปีและดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ หลังจากที่สกุลเงินของศรีลังกาอ่อนค่าลงประมาณ 8% ในปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ปรับตัวแย่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับแรงกดดันทั้งจากภายนอกคือการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และจากภายในคือนโยบายการคลังที่ยังคงจำเป็นต้องฟื้นฟู

นักวิเคราะห์มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย 100 จุดพื้นฐานในครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธนาคารกลางศรีลังกากำลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น

ศรีลังกา-บทเรียนสำหรับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ

การดำเนินนโยบายของศรีลังกาในครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ก่อนหน้านี้ในปี 2565 ศรีลังกาเคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ได้รับเอกราช โดยการผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศและการขาดแคลนสินค้าจำเป็นพื้นฐานทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวภายใต้โครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกกำลังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญอีกครั้ง

ปัจจัยราคาน้ำมันที่ต้องจับตา

ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยได้แรงหนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการขนส่งน้ำมันทางทะเลของโลก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป ประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าพลังงานสุทธิ (net energy importers) อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงินที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามอย่างศรีลังกา

แนวโน้มดอกเบี้ยศรีลังกา

นักวิเคราะห์ในแบบสำรวจของ Reuters คาดการณ์ว่าธนาคารกลางศรีลังกาอาจยังคงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก อย่างน้อย 0.50-0.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มสูง และการฟื้นตัวของการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่จะประกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาทิศทางนโยบายการเงินระยะต่อไปของศรีลังกา

ที่มา: Central Bank of Sri Lanka, InvestingLive, Reuters Poll

ทองคำยืนเหนือ 4500 ดอลลาร์ ตลาดรอดูสถานการณ์อิหร่าน

ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองติดต่อกันในวันศุกร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทองคำยังคงยืนเหนือระดับ 4500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยได้รับแรงซื้อหนุนบริเวณดังกล่าว แม้จะมีแรงขายกดดันอยู่บ้าง แต่ downside ก็ไม่ได้ขยายตัวออกไปมากนัก

การเคลื่อนไหวของทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ในกรอบที่จำกัด โดยปริมาณการซื้อขายลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนบางส่วนกำลังรออยู่ข้างสนาม รอดูปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน

อะไรคือปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทองคำในขณะนี้ อันดับแรกคือดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่ง ซึ่งกดดันทองคำโดยตรง เนื่องจากทองคำมีราคาเป็นดอลลาร์ ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังมีความคืบหน้า หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันได้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง ส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ทองคำยังคงยืนเหนือ 4500 ดอลลาร์ได้ด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมาย การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านที่ยังมีอยู่สูง

แนวรับสำคัญของทองคำอยู่ที่ 4500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นทั้งแนวรับทางจิตวิทยาและแนวรับของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน ขณะที่แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 4600 ดอลลาร์ แนะนำให้นักลงทุน短线 ซื้อขายในกรอบ 4500-4600 ดอลลาร์ รอการ break out ก่อนเข้าลงทุนในDirection ที่ชัดเจน