ไทย

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเริ่มต้นเดือนมิถุนายน 2026 ด้วยความระมัดระวัง โดยมูลค่าตลาดรวมทรงตัวที่ประมาณ 2.46 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาบิตคอยน์ซื้อขายอยู่ในช่วง 72,500 ถึง 73,200 ดอลลาร์ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบ Spot ในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าสุทธิสูงถึง 2.43 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการไหลออกรายเดือนที่มากที่สุดในปี 2026 โดยมีกระแสเงินออกติดต่อกันถึง 10 วันทำการ สะท้อนให้นักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยง

แม้ตลาดจะอ่อนตัวลง แต่สัดส่วนการครองตลาดของบิตคอยน์ยังคงสูงที่ 59% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับอัลท์คอยน์ที่ผันผวนกว่า ราคาบิตคอยน์ยังคงยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 70,000 ดอลลาร์

อีเธอเรียมอ่อนแอกว่า โดยราคาอยู่ในช่วง 1,980 ถึง 2,000 ดอลลาร์ ตลอดเดือนพฤษภาคม อีเธอเรียมไม่สามารถยืนเหนือ 2,100 ดอลลาร์ได้ แสดงให้เห็นถึงแนวต้านที่แข็งแกร่ง Solana รักษาระดับราคาได้ค่อนข้างคงที่ที่ 80 ถึง 82 ดอลลาร์ ขณะที่ BNB และ XRP ปรับตัวลดลงมากกว่า

ดัชนีความกลัวและความโลภของตลาดคริปโทอยู่ที่ระดับ 29 ซึ่งยังคงอยู่ในเขต “ความกลัว” เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 28 เมื่อวาน แต่ลดลงจาก 39 เมื่อเดือนที่แล้ว ดัชนีที่อยู่ในระดับต่ำสะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจในทิศทางตลาด

ในด้านข่าวดี ภาคการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ใน 24 ชั่วโมง โดยมีมูลค่าตลาด 70.9 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมองหาโอกาสในระบบนิเวศ DeFi

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ราคาบิตคอยน์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การไหลของเงินทุนใน ETF บิตคอยน์ ผลการประชุมเฟดในเดือนมิถุนายน และพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากปัจจัยลบคลี่คลาย บิตคอยน์อาจทดสอบแนวต้านที่ 75,000 ดอลลาร์อีกครั้ง มิฉะนั้น ราคาอาจทดสอบแนวรับที่ 70,000 ดอลลาร์

ตลาดน้ำมันดิบโลกในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 กำลังเผชิญกับการปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หลังจากมีความคืบหน้าในการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ลดลงจากจุดสูงสุด ขณะที่นักลงทุนเปลี่ยนความสนใจกลับไปที่ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงในรอบหลายปีคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางการทูตที่ดำเนินไปในเดือนพฤษภาคมได้ช่วยลดความตึงเครียดลงบ้าง

จากด้านอุปทาน นโยบายการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา กลุ่มพันธมิตรได้ประกาศแผนเพิ่มการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศสมาชิกจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามแผนหรือไม่ เนื่องจากหลายประเทศประสบปัญหาในการขยายกำลังการผลิต

ด้านอุปสงค์ ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักแสดงผลที่ไม่สม่ำเสมอ การเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปยังคงอ่อนแอ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนก็เผชิญกับความท้าทาย ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันจำกัดการเติบโตของความต้องการน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มราคาในระยะสั้น นักวิเคราะห์พลังงานระบุว่าราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก ได้แก่ วิวัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตที่แท้จริงของโอเปกพลัส และทิศทางของเศรษฐกิจโลก

การเข้าสู่ฤดูร้อนของซีกโลกเหนือจะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากความต้องการน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูการเดินทาง แต่อุปทานที่เพิ่มขึ้นจากโอเปกพลัสอาจจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคา

นักเทรดควรติดตามข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดน้ำมันในเดือนมิถุนายนมีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์ อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์

เดือนมิถุนายน 2026 กำลังกลายเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลก โดยธนาคารกลางหลักสามแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะประกาศอัตราดอกเบี้ยภายในระยะเวลาเพียง 8 วัน สร้างความผันผวนครั้งใหญ่ให้กับตลาดปริวรรตเงินตรา

ธนาคารกลางยุโรปจะเป็นแห่งแรกที่ประกาศในวันที่ 11 มิถุนายน โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน จาก 2.00% เป็น 2.25% การปรับขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ยังคงสูงถึง 3.0% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของอีซีบีอย่างมีนัยสำคัญ

ถัดมา ธนาคารกลางสหรัฐจะประชุมในวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คณะกรรมการเฟดยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยในการประชุมเดือนเมษายนมีมติ 8 ต่อ 4 ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นคะแนนเสียงที่มีความแตกแยกมากที่สุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 1992

ธนาคารกลางอังกฤษจะประกาศในวันที่ 18 มิถุนายน ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรลดลงเหลือ 2.8% ในเดือนเมษายน จาก 3.3% ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารกลางคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดกลับมาถกเถียงถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี

สำหรับค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง ปัจจุบันซื้อขายที่ประมาณ 1.344 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1.154 ยูโร ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางอังกฤษ (3.75%) และธนาคารกลางยุโรป (2.00%) ที่ 175 จุดพื้นฐาน ยังคงสนับสนุนค่าเงินปอนด์ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะลดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม

ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการปรับขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบี ในเดือนพฤษภาคม 2026 ยูโรมีอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ 1.1681 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 1.1274 ในเดือนพฤษภาคม 2025 หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 3.6% ในรอบปี

สำหรับตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่าลงเล็กน้อยจาก 93.48 เป็น 95.53 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินหยวนจีนยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 6.80 ต่อดอลลาร์สหรัฐ

นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดฟอเร็กซ์ในเดือนมิถุนายนจะมีความผันผวนสูง นักลงทุนต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อและสัญญาณนโยบายจากธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดในการประชุมเดือนพฤษภาคม เมื่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ 2.25% ตามคาด แต่ผลการลงมติกลับออกมาเป็น 3-3 ซึ่งนำไปสู่การชี้ขาดโดยผู้ว่าการธนาคารกลาง สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในคณะกรรมการเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน

สิ่งที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่ใช่การคงดอกเบี้ย แต่เป็นถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของ RBNZ ซึ่งระบุว่า “อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้” ภาษาในแถลงการณ์ครั้งนี้แข็งกร้าวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมเป็น 73%

เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) พุ่งแข็งค่าขึ้นทันทีหลังจากประกาศผลการประชุม ขณะที่ AUD/NZD ร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์นโยบายการเงินระหว่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ความแตกต่างของนโยบายระหว่าง RBNZ และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน AUD/NZD ในขณะที่ RBNZ ส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน RBA กลับมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น โดยขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4.35% ในการประชุมล่าสุด แต่มีกรรมการ 1 คนไม่เห็นด้วย และมีแนวโน้มที่จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย

สาเหตุหลักที่ RBNZ ต้องส่งสัญญาณแข็งกร้าวคือแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศที่ยังคงสูง โดยเฉพาะค่าบริการ ค่าเช่า และต้นทุนแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัญหา Supply Chain จะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่แรงกดดันด้านราคายังไม่ลดลงเท่าที่ควร

นอกจากนี้ เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยอัตราการว่างงานยังคงต่ำ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ RBNZ มั่นใจว่าจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้โดยไม่กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป

ทางด้านเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) กลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ NZD เนื่องจาก RBA ส่งสัญญาณ Dovish นักเศรษฐศาสตร์ Sarah Hunter กล่าวว่ารัฐกำลังประเมินผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอดูสถานการณ์

สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ การประชุม RBNZ ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นปัจจัยที่มีพลังอย่างมากในการขับเคลื่อนตลาดค่าเงิน โดยเฉพาะใน Cross Pair เช่น AUD/NZD ที่อ่อนไหวต่อความแตกต่างของนโยบายระหว่างธนาคารกลางของทั้งสองประเทศ

แนวโน้มระยะสั้น NZD มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงการประชุมเดือนกรกฎาคม ซึ่งอัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงานของนิวซีแลนด์ที่จะประกาศในระหว่างนี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของค่าเงิน

ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุระดับ 1.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี แรงกดดันมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แผนการออกพันธบัตรเชื่อมโยง (Bridging Bond) ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน

แผนการออกพันธบัตรเชื่อมโยงของ LDP มีเป้าหมายเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลังของญี่ปุ่น หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นในปัจจุบันสูงถึงกว่า 260% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การออกพันธบัตรเพิ่มเติมย่อมสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ในขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน โดยความน่าจะเป็นอยู่ที่ประมาณ 60% ผู้ว่าการ BOJ คุโรดะได้ส่งสัญญาณหลายครั้งว่าหากอัตราเงินเฟ้อและค่าจ้างเป็นไปตามคาด ธนาคารกลางจะเดินหน้าการปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติ

อัตราเงินเฟ้อ CPI พื้นฐานของญี่ปุ่นเดือนเมษายนยังคงอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ผลการเจรจาค่าจ้างแสดงให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนให้ BOJ สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้

แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้น แต่ค่าเงินเยนกลับไม่แข็งค่าตามทฤษฎี สาเหตุเพราะการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนเกิดจากความกังวลด้านการคลังมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ภาพรวมค่าเงินเยนในระยะสั้นยังคงซบเซา แม้ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงภาพรวมในเมื่อ Fed ยังคงดอกเบี้ยสูง ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นที่ 400 Basis Points ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเยน