ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนประจำเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดย CPI พื้นฐานยังคงขยายตัวในระดับสูง ข้อมูลนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเส้นทางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้ ECB จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในเดือนมิถุนายนแล้ว แต่ข้อมูลเงินเฟ้ออาจหมายถึงพื้นที่ผ่อนคลายในอนาคตมีจำกัดกว่าที่คาดคิด
เงินเฟ้อในภาคบริการยังคงดื้อรั้นเป็นพิเศษ โดยเริ่มมีสัญญาณของ wage-price spiral ข้อตกลงค่าจ้างล่าสุดของสหภาพแรงงานภาคบริการในเยอรมนีเพิ่มขึ้นกว่า 6% ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาบริการอย่างต่อเนื่อง ECB เคยคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ข้อมูลล่าสุดทำให้การคาดการณ์นี้เผชิญความท้าทาย
“ECB กำลังเผชิญสภาพแวดล้อมนโยบายที่ซับซ้อนมากขึ้น” นักเศรษฐศาสตร์จากดอยช์แบงก์ในแฟรงก์เฟิร์ตกล่าว “เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น แต่เงินเฟ้อไม่อนุญาตให้ผ่อนคลายมากเกินไป เราคาดว่า ECB จะเลือก ‘ลดดอกเบี้ยแบบช้าๆ’ คือลด 25 จุดพื้นฐานทุกไตรมาส แทนที่จะลดทุกเดือนอย่างที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้”
ในตลาดฟอเร็กซ์ การเปลี่ยนแปลงจังหวะการลดดอกเบี้ยของ ECB จะส่งผลสำคัญต่อ EUR/USD หาก ECB ลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด ยูโรอาจได้รับการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยสูงหมายความว่าโอกาสที่ยูโรจะแข็งค่าขึ้นโดยรวมยังมีจำกัด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า EUR/USD จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1.15-1.20 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รายงานล่าสุดระบุว่าน้ำมันดิบประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถขนส่งได้ตามปกติเนื่องจากอุปสรรคด้านการเดินเรือ คิดเป็นประมาณ 10% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างสถิติสูงสุดในรอบ recent
ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในตลาดฟอเร็กซ์ สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ดอลลาร์แคนาดา และโครนนอร์เวย์ แข็งค่าขึ้นเนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน ขณะที่สกุลเงินปลอดภัยมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากความคาดหวังนโยบายเหยี่ยวของเฟด ขณะที่ฟรังก์สวิสและเงินเยนได้รับการสนับสนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลง
“การที่น้ำมันทะลุ 90 ดอลลาร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งในเชิงเทคนิคและจิตวิทยา” ผู้บริหารฝ่ายวิจัยจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ด้านพลังงานในสิงคโปร์กล่าว “หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่คลี่คลายในระยะสั้น น้ำมันมีแนวโน้มทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน”
โกลด์แมน แซคส์ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันในรายงานล่าสุด โดยระบุว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงมีอยู่ต่อไป ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งนี้คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ย WTI ในไตรมาสสามจะอยู่ที่ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่ตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่จะทะลุ 100 ดอลลาร์ในระยะสั้น เทรดเดอร์ฟอเร็กซ์กำลังติดตามผลกระทบของราคาน้ำมันต่อนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด
ราคาทองคำ现货ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4530-4570 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์นี้ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้า COMEX ก็เคลื่อนไหวในกรอบกว้างที่ระดับสูง แรงซื้อและขายในตลาดยังคงสมดุล ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็ถูกกดดันจากจุดยืนเหยี่ยวของเฟด ขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังรอดูทิศทางจากการประชุมเฟดในกลางเดือนมิถุนายน
นักวิเคราะห์ชี้ว่าราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมามีลักษณะเด่นหลายประการ ได้แก่ ค่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลงเล็กน้อย แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดแต่ยังไม่เลวร้ายลง การที่จุดยืนเหยี่ยวของเฟดถูกราคาตลาดรับรู้ไปแล้วบางส่วน ทำให้ดอลลาร์ไม่แข็งค่าขึ้นมากนัก และแนวโน้มการซื้อทองคำสำรองอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลกที่ช่วยสร้างฐานรองรับราคาที่แข็งแกร่ง
“คุณสมบัติ safe haven ของทองคำถูกจำกัดลงบ้าง แต่กระแสการซื้อของธนาคารกลางและความต้องการป้องกันเงินเฟ้อช่วยสร้างแรงซื้อฐานรากให้กับตลาด” นักวิเคราะห์โลหะมีค่าจาก UBS กล่าว “เรามองแนวโน้มทองคำในไตรมาสสามเป็นบวก หากเฟดส่งสัญญาณ dovish ทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นเหนือ 4700 ดอลลาร์”
ในระยะสั้น ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและการประชุม FOMC จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำทะลุกรอบการเคลื่อนไหวปัจจุบัน หากเฟดส่งสัญญาณ dovish โดยไม่คาดคิด ทองคำอาจทะลุแนวต้าน 4570 ดอลลาร์ขึ้นไป ในทางกลับกัน หากจุดยืนเหยี่ยวเข้มข้นขึ้น ราคาอาจลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4500 ดอลลาร์
ข้อมูลการจ้างงาน ADP ล่าสุดออกมาแข็งแกร่งเกินความคาดหมายของตลาด แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจ ตัวเลขการจ้างงาน ADP เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการเติบโตของการจ้างงานกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการและการผลิต หลังจากข้อมูลนี้เผยแพร่ เครื่องมือ CME FedWatch แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยสูงในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 99%
ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์จำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ยทั้งปี ก่อนหน้านี้ ตลาดเคยคาดหวังว่าเฟดอาจเริ่มวงจรการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ปัจจุบันเทรดเดอร์จำนวนมากขึ้นเชื่อว่าสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยสูงอาจคงอยู่นานกว่าที่คาดไว้ เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มแบนราบลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
“เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องหมายความว่าเฟดจะใช้ความอดทนมากขึ้นในเรื่องการลดดอกเบี้ย” ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ฟอเร็กซ์จากธนาคารเพื่อการลงทุนในนิวยอร์กกล่าว “เราเห็นว่าความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยก่อนเดือนกันยายนกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว”
หลังจากข้อมูล ADP เผยแพร่ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นมากกว่า 20 จุดในระยะสั้น สกุลเงินหลักอื่นๆ ปรับตัวลดลง EUR/USD ร่วงลงมาใกล้ระดับแนวรับสำคัญที่ 1.1610 ขณะที่ GBP/USD ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน นักวิเคราะห์เตือนว่ารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะประกาศในวันศุกร์นี้จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อไปของตลาด
ความคาดหวังที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดประเมินความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นสู่ 1.00% ไว้ที่ 73% อัตราแลกเปลี่ยน USD/JPY พุ่งขึ้นใกล้ระดับ 159.30 ซึ่งอยู่ห่างจากจุดสำคัญทางจิตวิทยาที่ 160 เพียงเล็กน้อย กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลเดือนพฤษภาคมว่าได้ใช้เงินถึง 11.7 ล้านล้านเยนในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา
BOJ จะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 15-16 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางระยะสั้นของเงินเยน แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่าคณะกรรมการ BOJ กำลังชั่งน้ำหนักผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อและทำให้เงินเยนมีเสถียรภาพ แต่อาจเพิ่มภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของญี่ปุ่น
“ความเห็นพ้องของตลาดกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทิศทางของการขึ้นดอกเบี้ย” เทรดเดอร์ปริวรรตเงินตราจากธนาคารใหญ่ในโตเกียวกล่าว “หาก BOJ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และอาจทดสอบระดับ 165” อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นเหนือ 1.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี
การเคลื่อนไหวของเงินเยนได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลก หาก BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนอาจฟื้นตัวในระยะส้น โดย USD/JPY อาจลดลงสู่ระดับ 155 อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ยังคงมีนัยสำคัญหมายความว่าแนวโน้มระยะกลางของเงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดัน
ใกล้ถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในเดือนมิถุนายน ตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด นี่เป็นการประชุมครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ซึ่งจุดยืนด้านนโยบายของเขาเป็นที่จับตามองอย่างมาก รายงานล่าสุดจากมอร์แกน สแตนลีย์ชี้ว่าการประชุมเฟดเดือนมิถุนายนอาจเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนมากที่สุดให้กับตลาดฟอเร็กซ์ในปีนี้
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยช่วงการเคลื่อนไหวแคบลงเรื่อยๆ อัตราความผันผวนโดยนัยของ EUR/USD ระยะ 1 เดือนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังรอคอยผลการประชุมเฟด ขณะเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022
นักวิเคราะห์ชี้ว่าวอร์ชมีชื่อเสียงในฐานะผู้กำหนดนโยบายสายเหยี่ยว หากเขาส่งสัญญาณแข็งกร้าวในการประชุมครั้งแรก ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มทะลุกรอบการเคลื่อนไหวปัจจุบัน และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินอื่นๆ ตลาดให้ความสนใจอย่างมากต่อสรุปการคาดการณ์เศรษฐกิจ (SEP) และแผนภาพจุด (dot plot) ของเฟด เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
ในทางเทคนิค ดัชนีดอลลาร์สหรัฐได้รับการสนับสนุนที่ระดับ 104 และแนวต้านสำคัญที่ 105.50 หากทะลุผ่านแนวต้านนี้ ดอลลาร์มีแนวโน้มเริ่มรอบขาขึ้นใหม่ โดยรวมแล้ว การกลับมาของความผันผวนในตลาดฟอเร็กซ์เดือนมิถุนายนเป็นเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูง เทรดเดอร์ควรเตรียมการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า
ค่าเงินยูโร (EUR/USD) อ่อนค่าลงแตะ 1.1540 ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นผลมาจากการคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ โดยเฉพาะ ECB มีแนวโน้มที่จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน
นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปที่กว้างขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดัน EUR/USD โดยเฟดยังคงส่งสัญญาณว่าจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ต่อไป ขณะที่ตลาดคาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำกว่า 3.00% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินยูโร
ด้าน GBP/USD ซื้อขายที่ 1.3350 โดยปอนด์เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นและค่าจ้างชะลอตัวลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวเร็วกว่าที่ BoE คาดการณ์ไว้
NZD/USD พยายามยืนเหนือระดับ 0.5800 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำนมที่ปรับตัวลดลงและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นิวซีแลนด์พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนเป็นอย่างมาก ดังนั้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ราคาทองคำ spot ปรับตัวขึ้น 0.39% สู่ระดับ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่า และความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำ ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว
ราคาน้ำมันดิบ WTI ซื้อขายในช่วง 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 7.14% ในรอบเดือน ในขณะที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีนและสหภาพยุโรป สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โอเปกอาจต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันในการประชุมครั้งต่อไป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นำตลาดปรับตัวขึ้นในวันนี้ นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นหลังจากราคาปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนที่ผ่านมา ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยหุ้น Nvidia, Intel และ TSMC
สำหรับกลยุทธ์การเทรด นักเทรด Forex ควรระมัดระวังการเปิดสถานะขายสกุลเงินหลักๆ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง การใช้คำสั่ง Stop Loss เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดที่ไม่คาดคิด
ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยนักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินหลักและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สกุลเงินสำคัญอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเฉพาะค่าเงินยุโรปและค่าเงินที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์
EUR/USD เคลื่อนไหวที่ระดับ 1.1540 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปเป็นปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินยูโร ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปกว้างขึ้น ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนถือครองดอลลาร์มากกว่า
GBP/USD ซื้อขายที่ 1.3350 โดยค่าเงินปอนด์อังกฤษเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ภายในประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรแสดงถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัวช้าลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรยังคงสูง ซึ่งจำกัดความสามารถของ BoE ในการลดดอกเบี้ย
NZD/USD กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาระดับ 0.5800 โดยค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์และส่งผ่านมายังค่าเงิน NZD ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็เผชิญความท้าทายคล้ายกัน
ตลาดน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงสู่กรอบ 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงถึง 7.14% ในรอบเดือนที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาน้ำมันมีสาเหตุหลักจากข้อกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีนและกลุ่มประเทศ OECD นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นและการส่งออกจากกลุ่มโอเปกที่ยังสูงเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สามารถฟื้นตัวได้บางส่วนในวันนี้ หลังจากที่ถูกขายออกมาอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา หุ้น Nvidia, AMD และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนที่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมากเกินไปแล้ว การฟื้นตัวของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ช่วยพยุงตลาด Nasdaq
สำหรับราคาทองคำ เคลื่อนไหวที่ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.39% แม้ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น แต่ทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อหากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลง
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงนี้ ควรติดตามตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงการประชุมธนาคารกลางต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ทองคำปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
สัปดาห์นี้ตลาดการเงินโลกได้รับแรงกระเพื่อมจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของตลาด ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในช่วงเดือนกันยายนหรือพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำต่อไป
ดัชนีดอลลาร์กลับมาแข็งค่า สกุลเงินเอเชียเผชิญแรงกดดัน
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ จากความเชื่อมั่นที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงต่อไปได้ การแข็งค่าของดอลลาร์สร้างแรงกดดันให้กับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น เงินหยวนจีน และเงินบาทไทยที่ต่างปรับตัวอ่อนค่าลง
นักวิเคราะห์ชี้ว่าความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่หนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีสัญญาณว่าเฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต แต่จังหวะเวลาที่แน่นอนยังคงคลุมเครือ
แนวโน้มตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
ในช่วงที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวผันผวน นักลงทุนบางส่วนได้ลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเทรดที่มองหาโอกาสในภาวะตลาดผันผวน การเทรดคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD และ GBP/USD ยังคงมีความน่าสนใจ เนื่องจากความผันผวนที่สูงขึ้นเปิดโอกาสในการทำกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง โดยต้องใช้การบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักเทรดไทย
XM แนะนำให้นักเทรดไทยติดตามปัจจัยทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งเงินเฟ้อและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า นอกจากนี้ ควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงด้วยการเทรดสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีหุ้น
การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ นักเทรดควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและยึดมั่นในวินัยการเทรดอย่างเคร่งครัด
โอเปกพลัสเดินหน้าเพิ่มกำลังผลิต ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
ที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (โอเปกพลัส) มีมติอนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า แม้ว่าตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันที่อาจชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่
ราคาน้ำมันดิบ WTI ตอบสนองต่อข่าวนี้ด้วยการปรับตัวลดลงมาปิดที่ 88.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 94.84 ดอลลาร์ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา การปรับตัวลงของราคาน้ำมันสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในตลาดพลังงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยบวกสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างไทย
GBP/USD ผันผวนหนัก ปอนด์อ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุด
คู่สกุลเงิน GBP/USD มีความผันผวนอย่างมากในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.33296 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ความผันผวนดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และเฟดอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลการค้าปลีกของสหราชอาณาจักรที่ออกมาตามคาดช่วยหนุนปอนด์ในช่วงแรก แต่แรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่ากลับมาส่งผลให้ปอนด์อ่อนค่าอีกครั้ง นักวิเคราะห์คาดว่าระดับแนวรับที่ 1.3300 และแนวต้านที่ 1.3400 จะเป็นกรอบการเคลื่อนไหวของ GBP/USD ในระยะสั้น
ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
ในมุมมองของ XM นักเทรดควรให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในระยะข้างหน้า หนึ่งในนั้นคือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงจากผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่สูง
นอกจากนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตของโอเปกพลัสและความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อตลาดการเงินโลก
มุมมองทางเทคนิคของตลาดฟอเร็กซ์
จากการวิเคราะห์ทางเทคนิคของ XM ดัชนีดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในกรอบขาขึ้น โดยมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 104.00 และแนวต้านที่ 105.50 ในขณะที่ทองคำมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแนวรับระยะสั้นที่ 4,200 ดอลลาร์
สำหรับคู่สกุลเงิน EUR/USD แนวโน้มยังคงเป็นขาลงท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่การอ่อนค่าของเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ที่มองหาจังหวะเข้าซื้อในระดับที่เหมาะสม XM แนะนำให้รอสัญญาณกลับตัวทางเทคนิคก่อนเปิดสถานะ และใช้คำสั่งหยุดขาดทุนเพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรด