The eurozone Composite PMI rose to 52.8 in June, exceeding expectations and staying in expansion territory for the fourth consecutive month. The services PMI came in at 53.5, while manufacturing PMI improved to 46.8. These data suggest the eurozone economy is gradually emerging from its trough in the first half of 2026.
EUR/USD rose to 1.0950 on the back of the PMI data. The improvement in eurozone economic fundamentals narrows the gap with the US, supporting the euro. ECB President Lagarde maintained a hawkish tone, stating more evidence is needed before considering rate cuts.
The monetary policy divergence between the Fed and ECB is becoming a key driver for EUR/USD. If the Fed cuts rates while the ECB holds steady, the euro could strengthen further. This divergence is creating significant trading opportunities in the forex market.
However, the eurozone recovery still faces challenges. German manufacturing orders remain weak, and French political uncertainty weighs on market sentiment. Eurozone wage growth remains elevated, which could delay the pace of inflation decline and affect ECB policy decisions.
From a trading perspective, EUR/USD turned bullish after breaking above 1.09. The next target is in the 1.1050-1.1100 range. The 1.10 level is a key psychological resistance that may require multiple attempts to break through. Buy on dips strategy is recommended.
Looking forward, EUR/USD will depend on the degree of policy divergence between the two central banks. If the Fed cuts rates in July while the ECB holds steady, the euro could strengthen further. But strong US data could provide support for the dollar.
For businesses and cross-border investors with euro exposure, the current environment of increased EUR/USD volatility makes hedging particularly important. Companies should consider using forward contracts and option strategies to lock in exchange rates.
The Federal Reserve is expected to cut interest rates in July as inflation continues to moderate in the United States. According to CME FedWatch data, the probability of a 25 basis point rate cut has risen to over 65 percent, significantly higher than one month ago. This shift in expectations is driven by core PCE remaining below 2.5 percent for three consecutive months.
The US Dollar Index has fallen below 104, hitting a three-month low. The euro has strengthened to above 1.09 against the dollar, while GBP/USD broke through 1.28. Non-dollar currencies are showing collective strength in early July 2026.
Traders widely expect the dollar could fall further to 102-103 if the Fed cuts rates in July. However, some analysts believe the resilience of the US service sector could delay the rate cut. This week retail sales data will be a key indicator for market direction.
From a technical perspective, the dollar index has strong support near 103.50. If this level breaks, the decline could accelerate. EUR/USD faces its next resistance at 1.1050 after holding above 1.09. USD/JPY remains volatile around the 160 level.
For forex traders, the current environment offers both opportunities and challenges. The weakening dollar provides opportunities to go long on non-dollar currencies, but policy divergence among central banks means increased volatility. Traders should stay tuned to Fed speeches and upcoming US economic data.
Commodity currencies are benefiting from Chinas moderate economic recovery. AUD/USD has climbed above 0.67, while CAD remains supported by high oil prices. The prospect of a rate cut cycle is reshaping the global forex landscape in the second half of 2026.
Looking ahead, the pace of Fed rate cuts will be the main theme for forex markets. If US economic data continues to soften, a second rate cut in September cannot be ruled out. ECB and BOE policy directions will also influence major currency pairs.
ธนาคารกลางหลักทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงส่งสัญญาณ Hawkish กับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่กำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ย หลังจากทั้งประธานเฟดคาวิน วอร์ช และประธานอีซีบีคริสติน ลาการ์ด ต่างส่งสัญญาณที่แตกต่างกันในงานสัมมนาที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส
เฟดภายใต้การนำของประธานวอร์ชยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาระดับดอกเบี้ยที่สูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PCE หลักของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ 3.4% ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกัน อีซีบีภายใต้การนำของประธานลาการ์ดส่งสัญญาณว่าอาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มอ่อนแอลง โดยเฉพาะภาคการผลิตที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนเริ่มชะลอตัวจากระดับสูงสุด ทำให้นักลงทุนคาดว่าอีซีบีอาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้
ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างเฟดและอีซีบีนี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยค่าเงินยูโร (EUR/USD) ปรับตัวอ่อนค่าลงแตะระดับ 1.0650 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่สูงกว่าทำให้ดอลลาร์สหรัฐมี吸引力มากกว่าในแง่ของผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ธนาคาร MUFG คาดการณ์ว่าค่าเงินยูโรอาจปรับตัวแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.20 ต่อดอลลาร์ภายในปี 2570 เมื่ออีซีบีใกล้ถึงจุดสูงสุดของดอกเบี้ยและเฟดเริ่มส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยในที่สุด ซึ่งหมายความว่านักลงทุนอาจมีโอกาสในการลงทุนในระยะยาว
นอกจากเฟดและอีซีบีแล้ว ธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ก็มีแนวทางนโยบายที่แตกต่างกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงดอกเบี้ยที่ 1% ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ BOJ ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีการแทรกแซงแบบไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเพื่อปกป้องค่าเงิน ขณะที่ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนกรกฎาคม
สำหรับธนาคารกลางเกาหลี (BOK) เจ้าหน้าที่ระดับสูงส่งสัญญาณว่ามีความพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อปกป้องค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติถอนเงินทุนออกจากตลาดหุ้นเอเชียเป็นมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 137,000 ล้านดอลลาร์ จากการปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI
ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างธนาคารกลางหลักทั่วโลกในขณะนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงให้กับนักลงทุนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและติดตามการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิดจะเป็นกุญแจสำคัญในการหากลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในสภาวะตลาดที่ผันผวนนี้
ธนาคารแห่งอังกฤษ (BOE) เตรียมประกาศมติอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน หลังจากที่ข้อมูลเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรเริ่มชะลอตัวลง แต่แรงกดดันจากค่าจ้างที่ยังคงสูงและตลาดแรงงานที่ตึงตัวยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ BOE ต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงิน
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของ BOE อยู่ที่ระดับ 4.75% ซึ่งสูงที่สุดในรอบหลายปี โดยตลาดคาดการณ์ว่า BOE อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปี 2569 หากอัตราเงินเฟ้อสามารถกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์มีข่าวว่าจะลาออก สร้างความผันผวนเพิ่มเติมให้กับค่าเงินปอนด์
ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงปรับตัวแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3200 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ BOE มากกว่า อย่างไรก็ตาม ค่าเงินปอนด์อาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อและการปรับลดดอกเบี้ยดูมีแนวโน้มมากขึ้น
ในงานสัมมนาที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ผู้ว่าการ BOE แอนดรูว์ เบลีย์ ได้ส่งสัญญาณร่วมกับประธานเฟดวอร์ชและประธานอีซีบีลาการ์ด เกี่ยวกับการถอยห่างจากการใช้แนวทาง forward guidance ซึ่งหมายความว่า BOE อาจไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยอีกต่อไป ทำให้นักลงทุนต้องพึ่งพาการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้นในการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหราชอาณาจักรในระยะนี้คือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวลง เหลือประมาณ 2.5% ในเดือนมิถุนายนจากระดับ 3.0% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลายลง แต่อัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนการระบาดยังคงเป็นปัจจัยที่ BOE ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
สำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินปอนด์มีแนวโน้มที่จะผันผวนสูงในช่วงที่มีการประกาศมติอัตราดอกเบี้ยของ BOE โดยนักวิเคราะห์คาดว่าหาก BOE ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วขึ้น ค่าเงินปอนด์อาจปรับตัวอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2900-1.3000 ในทางกลับกัน หาก BOE ยังคงส่งสัญญาณ Hawkish ต่อเนื่อง ค่าเงินปอนด์อาจปรับตัวแข็งค่าขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1.3400
นอกจากปัจจัยภายในประเทศแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายการเงินของเฟดและธนาคารกลางอื่นๆ ก็มีผลต่อค่าเงินปอนด์เช่นกัน การที่ธนาคารกลางหลักทั่วโลกต่างส่งสัญญาณพร้อมเพรียงกันว่าจะลดการใช้ forward guidance ทำให้ความไม่แน่นอนในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความผันผวนของค่าเงินปอนด์สูงขึ้นในระยะต่อไป
นักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินปอนด์ควรติดตามการประกาศอัตราดอกเบี้ยของ BOE รวมถึงข้อมูล CPI และตลาดแรงงานของสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
# ตลาดจับตาแถลงการณ์ประธานเฟด Warsh หาสัญญาณดอกเบี้ย ท่ามกลางเงินดอลลาร์แข็งค่า
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่การแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสัมมนาธนาคารกลางโลกในวันนี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่าเขาจะให้เบาะแสเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง
วอร์ช ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อต้นปีนี้ กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากตลาดที่ต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและการจ้างงานที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ความสนใจของนักลงทุนพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ หลังจากที่คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ส่งสัญญาณชัดเจนก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า ECB พร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งทำให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นชั่วครู่ก่อนที่จะอ่อนค่าลงอีกครั้งเมื่อนักลงทุนหันมาจับตาดูวอร์ช
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นในวันนี้ ท่ามกลางแรงซื้อที่แข็งแกร่ง โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ รวมถึงเงินยูโร เงินเยนญี่ปุ่น และเงินปอนด์สเตอร์ลิง นักวิเคราะห์ระบุว่าการแข็งค่าของดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าเฟดจะยังคงตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
“ตลาดกำลังเดิมพันว่า Warsh จะสื่อสารท่าที Hawkish หรือไม่” ไมเคิล บราวน์ นักวิเคราะห์จากบริษัท เคยูเอส ออสเตรเลีย กล่าว “หากเขาส่งสัญญาณว่าเฟดยังไม่รีบลดดอกเบี้ย เราอาจเห็นเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีกในระยะสั้น”
สถานการณ์ในสหรัฐฯ มีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ รายงานการเลิกจ้างในเดือนมิถุนายนลดลงอย่างมาก โดยมีจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 45,389 คน ลดลงถึง 53% จากเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเลิกจ้าง สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ล่าสุดยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ทำให้วอร์ชอยู่ในตำแหน่งที่ยากลำบาก ด้านหนึ่งเขาต้องการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ในอีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มแสดงสัญญาณของการชะลอตัว
การแถลงของวอร์ชในวันนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นการแถลงครั้งแรกของเขาตั้งแต่ที่ Fed ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด โดยตลาดคาดหวังว่าเขาจะให้กรอบเวลาที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต
สำหรับเทรดเดอร์ฟอเร็กซ์ การแถลงของวอร์ชอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากวอร์ชส่งสัญญาณ Hawkish คาดว่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อคู่สกุลเงินหลัก โดยเฉพาะ USD/JPY และ EUR/USD
ในทางกลับกัน หากวอร์ชส่งสัญญาณ Dovish อาจทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสให้สกุลเงินเสี่ยงอย่างดอลลาร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ปรับตัวขึ้นได้
นักลงทุนทุกคนจับตาดูการแถลงของวอร์ชในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026
นายกฯอังกฤษสตาร์เมอร์คาดว่าจะลาออก เบิร์นแฮมมีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งต่อ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ 1.3200 อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขเวสสตรีททิงเป็นตัวเต็งตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ดัชนี FTSE 100 เคลื่อนไหวทรงตัว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปีทรงตัวที่ 4.15%
ธนาคารกลางสหรัฐเปิดเผยดัชนี PCE หลักรายปีที่ 3.4% สอดคล้องกับคาดการณ์ ลดความคาดหวังการปรับขึ้นดอกเบี้ย ความน่าจะเป็นเดือนกรกฎาคมลดลงจาก 34.2% เหลือ 28.9% ราคาน้ำมันลดลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงสู่ 104.40 ยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ 1.1350 ปอนด์แข็งค่าสู่ 1.3200
ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงต่ำกว่า 70.50 ดอลลาร์สหรัฐ สร้างสถิติต่ำสุดในรอบ 6 เดือน เนื่องจากอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลง KOSPI ร่วง 8.2% Nikkei 225 ร่วง 4.3% ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น เงินดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงตามราคาน้ำมัน นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบ 68-72 ดอลลาร์ในระยะสั้น
ตลาดทองคำ期货 ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งในวันพฤหัสบดี ราคาทองคำดีดตัวขึ้น 35 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 4,027 ดอลลาร์ หลังจาก跌破 ระดับ 4,000 ดอลลาร์ 黄金 futures สัปดาห์นี้ปรับตัวลดลงกว่า 4% แต่การ rebound ในวันพฤหัสบดีแสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง
ปัจจัยกระตุ้นหลักมาจากการเปิดเผยข้อมูล PCE ของสหรัฐฯ ที่สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ ดัชนี PCE พื้นฐานเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 3.4% ตรงตามคาด หลังข้อมูล公布 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลดลงเล็กน้อย
ราคาเงิน Silver ปรับตัวขึ้น 1.40 ดอลลาร์ มาที่ 58.87 ดอลลาร์ (+2.53%) สะท้อนถึง sentiment เชิงบวก
ตลาดฟิวเจอร์สดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 676 จุด ขณะที่ S&P 500 Futures เพิ่มขึ้น 64 จุด และ Dow Jones Futures เพิ่มขึ้น 251 จุด หลังผลประกอบการของ Micron Technology สร้างความประหลาดใจ
ราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวใกล้ 70 ดอลลาร์ โดยได้รับ support จากความตึงเครียดตะวันออกกลาง แต่ถูกกดดันจากความกังวลด้านอุปสงค์
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างชัดเจน พร้อมเตือนว่าเรือใดก็ตามที่通過 ช่องแคบนี้จะ面临着 ความเสี่ยง ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณหนึ่งในสามของโลก
การเจรจาระหว่างอิสราเอลและเลบานอน陷入了 ชะงักงัน รมว.กลาโหมอิสราเอล ยิสราเอล คัทซ์ ระบุชัดเจนว่ากองทัพอิสราเอลจะไม่ถอนกำลังออกจาก เลบานอนตอนใต้
ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวที่ประมาณ 69.78 ดอลลาร์ ลดลง 0.56 ดอลลาร์ในวันนี้ แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างมากในเดือนมิถุนายน แต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคง support ราคา
ด้านทองคำ ราคาทองคำ futures 反弹 ขึ้นมาที่ 4,027 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35 ดอลลาร์ หลังจาก跌破 ระดับ 4,000 ดอลลาร์ เงิน Silver ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง 1.40 ดอลลาร์ มาที่ 58.87 ดอลลาร์ (+2.53%)