ไทย

ข้อมูลการจ้างงาน ADP ล่าสุดออกมาแข็งแกร่งเกินความคาดหมายของตลาด แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจ ตัวเลขการจ้างงาน ADP เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการเติบโตของการจ้างงานกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการและการผลิต หลังจากข้อมูลนี้เผยแพร่ เครื่องมือ CME FedWatch แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยสูงในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 99%

ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์จำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ยทั้งปี ก่อนหน้านี้ ตลาดเคยคาดหวังว่าเฟดอาจเริ่มวงจรการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ปัจจุบันเทรดเดอร์จำนวนมากขึ้นเชื่อว่าสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยสูงอาจคงอยู่นานกว่าที่คาดไว้ เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มแบนราบลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย

“เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องหมายความว่าเฟดจะใช้ความอดทนมากขึ้นในเรื่องการลดดอกเบี้ย” ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ฟอเร็กซ์จากธนาคารเพื่อการลงทุนในนิวยอร์กกล่าว “เราเห็นว่าความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยก่อนเดือนกันยายนกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว”

หลังจากข้อมูล ADP เผยแพร่ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นมากกว่า 20 จุดในระยะสั้น สกุลเงินหลักอื่นๆ ปรับตัวลดลง EUR/USD ร่วงลงมาใกล้ระดับแนวรับสำคัญที่ 1.1610 ขณะที่ GBP/USD ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน นักวิเคราะห์เตือนว่ารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะประกาศในวันศุกร์นี้จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อไปของตลาด

ความคาดหวังที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดประเมินความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นสู่ 1.00% ไว้ที่ 73% อัตราแลกเปลี่ยน USD/JPY พุ่งขึ้นใกล้ระดับ 159.30 ซึ่งอยู่ห่างจากจุดสำคัญทางจิตวิทยาที่ 160 เพียงเล็กน้อย กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลเดือนพฤษภาคมว่าได้ใช้เงินถึง 11.7 ล้านล้านเยนในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา

BOJ จะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 15-16 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางระยะสั้นของเงินเยน แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่าคณะกรรมการ BOJ กำลังชั่งน้ำหนักผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อและทำให้เงินเยนมีเสถียรภาพ แต่อาจเพิ่มภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของญี่ปุ่น

“ความเห็นพ้องของตลาดกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทิศทางของการขึ้นดอกเบี้ย” เทรดเดอร์ปริวรรตเงินตราจากธนาคารใหญ่ในโตเกียวกล่าว “หาก BOJ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และอาจทดสอบระดับ 165” อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นเหนือ 1.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี

การเคลื่อนไหวของเงินเยนได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลก หาก BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนอาจฟื้นตัวในระยะส้น โดย USD/JPY อาจลดลงสู่ระดับ 155 อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ยังคงมีนัยสำคัญหมายความว่าแนวโน้มระยะกลางของเงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดัน

ใกล้ถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในเดือนมิถุนายน ตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด นี่เป็นการประชุมครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ซึ่งจุดยืนด้านนโยบายของเขาเป็นที่จับตามองอย่างมาก รายงานล่าสุดจากมอร์แกน สแตนลีย์ชี้ว่าการประชุมเฟดเดือนมิถุนายนอาจเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนมากที่สุดให้กับตลาดฟอเร็กซ์ในปีนี้

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยช่วงการเคลื่อนไหวแคบลงเรื่อยๆ อัตราความผันผวนโดยนัยของ EUR/USD ระยะ 1 เดือนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังรอคอยผลการประชุมเฟด ขณะเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022

นักวิเคราะห์ชี้ว่าวอร์ชมีชื่อเสียงในฐานะผู้กำหนดนโยบายสายเหยี่ยว หากเขาส่งสัญญาณแข็งกร้าวในการประชุมครั้งแรก ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มทะลุกรอบการเคลื่อนไหวปัจจุบัน และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินอื่นๆ ตลาดให้ความสนใจอย่างมากต่อสรุปการคาดการณ์เศรษฐกิจ (SEP) และแผนภาพจุด (dot plot) ของเฟด เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

ในทางเทคนิค ดัชนีดอลลาร์สหรัฐได้รับการสนับสนุนที่ระดับ 104 และแนวต้านสำคัญที่ 105.50 หากทะลุผ่านแนวต้านนี้ ดอลลาร์มีแนวโน้มเริ่มรอบขาขึ้นใหม่ โดยรวมแล้ว การกลับมาของความผันผวนในตลาดฟอเร็กซ์เดือนมิถุนายนเป็นเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูง เทรดเดอร์ควรเตรียมการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

ค่าเงินยูโร (EUR/USD) อ่อนค่าลงแตะ 1.1540 ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นผลมาจากการคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ โดยเฉพาะ ECB มีแนวโน้มที่จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน

นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปที่กว้างขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดัน EUR/USD โดยเฟดยังคงส่งสัญญาณว่าจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ต่อไป ขณะที่ตลาดคาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำกว่า 3.00% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินยูโร

ด้าน GBP/USD ซื้อขายที่ 1.3350 โดยปอนด์เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นและค่าจ้างชะลอตัวลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวเร็วกว่าที่ BoE คาดการณ์ไว้

NZD/USD พยายามยืนเหนือระดับ 0.5800 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำนมที่ปรับตัวลดลงและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นิวซีแลนด์พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนเป็นอย่างมาก ดังนั้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

ราคาทองคำ spot ปรับตัวขึ้น 0.39% สู่ระดับ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่า และความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำ ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว

ราคาน้ำมันดิบ WTI ซื้อขายในช่วง 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 7.14% ในรอบเดือน ในขณะที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีนและสหภาพยุโรป สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โอเปกอาจต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันในการประชุมครั้งต่อไป

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นำตลาดปรับตัวขึ้นในวันนี้ นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นหลังจากราคาปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนที่ผ่านมา ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยหุ้น Nvidia, Intel และ TSMC

สำหรับกลยุทธ์การเทรด นักเทรด Forex ควรระมัดระวังการเปิดสถานะขายสกุลเงินหลักๆ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง การใช้คำสั่ง Stop Loss เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดที่ไม่คาดคิด

ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยนักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินหลักและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สกุลเงินสำคัญอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเฉพาะค่าเงินยุโรปและค่าเงินที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์

EUR/USD เคลื่อนไหวที่ระดับ 1.1540 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปเป็นปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินยูโร ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปกว้างขึ้น ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนถือครองดอลลาร์มากกว่า

GBP/USD ซื้อขายที่ 1.3350 โดยค่าเงินปอนด์อังกฤษเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ภายในประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรแสดงถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัวช้าลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรยังคงสูง ซึ่งจำกัดความสามารถของ BoE ในการลดดอกเบี้ย

NZD/USD กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาระดับ 0.5800 โดยค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์และส่งผ่านมายังค่าเงิน NZD ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็เผชิญความท้าทายคล้ายกัน

ตลาดน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงสู่กรอบ 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงถึง 7.14% ในรอบเดือนที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาน้ำมันมีสาเหตุหลักจากข้อกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีนและกลุ่มประเทศ OECD นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นและการส่งออกจากกลุ่มโอเปกที่ยังสูงเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สามารถฟื้นตัวได้บางส่วนในวันนี้ หลังจากที่ถูกขายออกมาอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา หุ้น Nvidia, AMD และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนที่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมากเกินไปแล้ว การฟื้นตัวของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ช่วยพยุงตลาด Nasdaq

สำหรับราคาทองคำ เคลื่อนไหวที่ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.39% แม้ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น แต่ทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อหากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลง

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงนี้ ควรติดตามตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงการประชุมธนาคารกลางต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

โอเปกพลัสเดินหน้าเพิ่มกำลังผลิต ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

ที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (โอเปกพลัส) มีมติอนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า แม้ว่าตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันที่อาจชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ราคาน้ำมันดิบ WTI ตอบสนองต่อข่าวนี้ด้วยการปรับตัวลดลงมาปิดที่ 88.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 94.84 ดอลลาร์ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา การปรับตัวลงของราคาน้ำมันสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในตลาดพลังงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยบวกสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างไทย

GBP/USD ผันผวนหนัก ปอนด์อ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุด

คู่สกุลเงิน GBP/USD มีความผันผวนอย่างมากในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.33296 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ความผันผวนดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และเฟดอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลการค้าปลีกของสหราชอาณาจักรที่ออกมาตามคาดช่วยหนุนปอนด์ในช่วงแรก แต่แรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่ากลับมาส่งผลให้ปอนด์อ่อนค่าอีกครั้ง นักวิเคราะห์คาดว่าระดับแนวรับที่ 1.3300 และแนวต้านที่ 1.3400 จะเป็นกรอบการเคลื่อนไหวของ GBP/USD ในระยะสั้น

ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

ในมุมมองของ XM นักเทรดควรให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในระยะข้างหน้า หนึ่งในนั้นคือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงจากผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่สูง

นอกจากนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตของโอเปกพลัสและความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อตลาดการเงินโลก

มุมมองทางเทคนิคของตลาดฟอเร็กซ์

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิคของ XM ดัชนีดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในกรอบขาขึ้น โดยมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 104.00 และแนวต้านที่ 105.50 ในขณะที่ทองคำมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแนวรับระยะสั้นที่ 4,200 ดอลลาร์

สำหรับคู่สกุลเงิน EUR/USD แนวโน้มยังคงเป็นขาลงท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่การอ่อนค่าของเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ที่มองหาจังหวะเข้าซื้อในระดับที่เหมาะสม XM แนะนำให้รอสัญญาณกลับตัวทางเทคนิคก่อนเปิดสถานะ และใช้คำสั่งหยุดขาดทุนเพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรด

ทองคำปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

สัปดาห์นี้ตลาดการเงินโลกได้รับแรงกระเพื่อมจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของตลาด ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในช่วงเดือนกันยายนหรือพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำต่อไป

ดัชนีดอลลาร์กลับมาแข็งค่า สกุลเงินเอเชียเผชิญแรงกดดัน

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ จากความเชื่อมั่นที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงต่อไปได้ การแข็งค่าของดอลลาร์สร้างแรงกดดันให้กับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น เงินหยวนจีน และเงินบาทไทยที่ต่างปรับตัวอ่อนค่าลง

นักวิเคราะห์ชี้ว่าความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่หนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีสัญญาณว่าเฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต แต่จังหวะเวลาที่แน่นอนยังคงคลุมเครือ

แนวโน้มตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

ในช่วงที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวผันผวน นักลงทุนบางส่วนได้ลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเทรดที่มองหาโอกาสในภาวะตลาดผันผวน การเทรดคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD และ GBP/USD ยังคงมีความน่าสนใจ เนื่องจากความผันผวนที่สูงขึ้นเปิดโอกาสในการทำกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง โดยต้องใช้การบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักเทรดไทย

XM แนะนำให้นักเทรดไทยติดตามปัจจัยทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งเงินเฟ้อและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า นอกจากนี้ ควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงด้วยการเทรดสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีหุ้น

การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ นักเทรดควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและยึดมั่นในวินัยการเทรดอย่างเคร่งครัด

ความคาดหวังที่ BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนยังคงร้อนแรงขึ้น นักลงทุนที่ถือสถานะ short เงินเยนมีความเสี่ยงที่จะต้องปิดสถานะ การที่ตลาดประเมินโอกาส BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.00% ไว้ที่ 73% ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นเหนือ 1.1% ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นที่เปิดเผยการแทรกแซงตลาด 11.7 ล้านล้านเยนในเดือนพฤษภาคม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการในการยับยั้งการอ่อนค่าของเงินเยน

ผู้ว่าการ BOJ อุเอดะ คาซูโอะ กล่าวในการพิจารณาของสภาเมื่อเร็วๆ นี้ว่าหากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นไปตามคาด ธนาคารกลางจะพิจารณาปรับนโยบายการเงินอย่างเหมาะสม ถ้อยคำนี้ถูกตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยมิซูโฮชี้ว่า “BOJ เผชิญภาวะilemma: การขึ้นดอกเบี้ยอาจ抑制การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่การไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องและผลักดันต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น”

ในตลาดฟอเร็กซ์ กองทุนเฮดจ์ฟันด์สะสมสถานะ short เงินเยนไว้ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ หาก BOJ ยืนยันการขึ้นดอกเบี้ย สถานะ short จำนวนมากอาจถูกบังคับให้ปิด ทำให้เงินเยนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น นักวิเคราะห์คาดว่า USD/JPY อาจลดลงต่ำกว่า 155 หลังจาก BOJ ประกาศขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน

ราคาทองคำ现货ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4530-4570 ดอลลาร์ โดยการลงมาทดสอบระดับ 4530 ดอลลาร์หลายครั้งก็ดีดตัวกลับ ได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ实物ที่แข็งแกร่งในบริเวณดังกล่าว สัญญาทองคำล่วงหน้า COMEX แม้จะเคลื่อนไหวในกรอบกว้างที่ระดับสูง แต่สถานะ long โดยรวมยังคงทรงตัว ตลาดไม่มีการเทขายอย่างตื่นตระหนก ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำสำรองอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรก โดยปริมาณการซื้อยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

ธนาคารกลางจีนและอินเดียยังคงเพิ่มทุนสำรองทองคำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนราคาทองคำ ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ขณะที่ทุนสำรองทองคำของอินเดียก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความต้องการลงทุนในทองคำรูปแบบ实物ในภูมิภาคเอเชียยังคงแข็งแกร่ง โดยความต้องการเหรียญทองคำและแท่งทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

“ทุกครั้งที่ราคาทองคำปรับตัวลงมาใกล้ 4500 ดอลลาร์ ก็จะมีแรงซื้อจำนวนมาก涌入” นักวิเคราะห์จากศูนย์ซื้อขายทองคำในเซี่ยงไฮ้กล่าว “โดยเฉพาะความต้องการซื้อเชิงกลยุทธ์จากธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นฐานรองรับที่แข็งแกร่งมากสำหรับตลาดทองคำ” เธอกล่าวเพิ่มเติมว่าสภาพแวดล้อมที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยสูง确实สร้างแรงกดดันต่อทองคำ แต่ความต้องการ实物ที่แข็งแกร่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบไปบางส่วน

展望อนาคต ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดทองคำยังคงเป็นทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หากการประชุม FOMC ส่งสัญญาณ dovish ราคาทองคำมีโอกาสทะลุแนวต้าน 4570 ดอลลาร์ และเปิดพื้นที่ขาขึ้นใหม่ แต่ถ้าเฟดยังคงจุดยืนเหยี่ยว ทองคำอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4500-4570 ดอลลาร์ รอตัวกระตุ้นใหม่

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนประจำเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดย CPI พื้นฐานยังคงขยายตัวในระดับสูง ข้อมูลนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเส้นทางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้ ECB จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในเดือนมิถุนายนแล้ว แต่ข้อมูลเงินเฟ้ออาจหมายถึงพื้นที่ผ่อนคลายในอนาคตมีจำกัดกว่าที่คาดคิด

เงินเฟ้อในภาคบริการยังคงดื้อรั้นเป็นพิเศษ โดยเริ่มมีสัญญาณของ wage-price spiral ข้อตกลงค่าจ้างล่าสุดของสหภาพแรงงานภาคบริการในเยอรมนีเพิ่มขึ้นกว่า 6% ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาบริการอย่างต่อเนื่อง ECB เคยคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ข้อมูลล่าสุดทำให้การคาดการณ์นี้เผชิญความท้าทาย

“ECB กำลังเผชิญสภาพแวดล้อมนโยบายที่ซับซ้อนมากขึ้น” นักเศรษฐศาสตร์จากดอยช์แบงก์ในแฟรงก์เฟิร์ตกล่าว “เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น แต่เงินเฟ้อไม่อนุญาตให้ผ่อนคลายมากเกินไป เราคาดว่า ECB จะเลือก ‘ลดดอกเบี้ยแบบช้าๆ’ คือลด 25 จุดพื้นฐานทุกไตรมาส แทนที่จะลดทุกเดือนอย่างที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้”

ในตลาดฟอเร็กซ์ การเปลี่ยนแปลงจังหวะการลดดอกเบี้ยของ ECB จะส่งผลสำคัญต่อ EUR/USD หาก ECB ลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด ยูโรอาจได้รับการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยสูงหมายความว่าโอกาสที่ยูโรจะแข็งค่าขึ้นโดยรวมยังมีจำกัด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า EUR/USD จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1.15-1.20 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026