ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในสัปดาห์นี้ นับเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 20 ดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มาจากวิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้ลดลงเหลือเพียง 5% ของระดับปกติเท่านั้น
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อการเดินเรือถูกจำกัดลงอย่างรุนแรงเช่นนี้ ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับภาวะตึงตัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ซึ่งเพิ่มระยะเวลาในการขนส่งถึง 2 สัปดาห์และเพิ่มต้นทุนการขนส่งอีก 3-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกรายงานในเดือนกรกฎาคมโดยระบุอย่างชัดเจนว่า “ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันยังคงมีอยู่และกำลังทวีความรุนแรงขึ้น” และเตือนว่า “ตลาดอาจจะยังไม่ได้ประเมินความเสี่ยงของการหยุดชะงักของอุปทานอย่างเต็มที่” ถ้อยแถลงที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้จาก IEA ซึ่งปกติให้ความเห็นอย่างระมัดระวัง สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์
ผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อตลาดฟอเร็กซ์มีหลายมิติ ประการแรก ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเช่น แคนาดา นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียจะได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น สกุลเงินของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ประการที่สอง ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิเช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และตุรกีจะเผชิญกับต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันค่าเงินของประเทศเหล่านี้ให้อ่อนค่าลง
ประการที่สามและสำคัญที่สุด ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วโลก เมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ก็จะปรับตัวตามมา ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สำหรับเฟด นี่หมายความว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบสิ้น และการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ ธีมเงินเฟ้อพลังงานเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่สำคัญที่สุดในปี 2026 กลยุทธ์ที่ควรพิจารณาได้แก่ การ Long สกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน การติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ตลาดค่าเงินยูโรกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวสู่ระดับ 2.25% แล้วก็ตาม แต่ EUR/USD ยังคงซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1.1394 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินยูโรไม่สามารถแข็งค่าขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ปัญหาหลักของค่าเงินยูโรในขณะนี้คือส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่าง ECB และ Fed ที่ยังคงกว้างมาก โดย Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% ในขณะที่ ECB อยู่ที่ 2.25% ทำให้เกิดส่วนต่างประมาณ 125-150 จุดเบสิสที่เป็นประโยชน์ต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนจากส่วนต่างดอกเบี้ย (Carry Trade) ดอลลาร์ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าเงินยูโรอย่างชัดเจน
นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป โดยกล่าวว่า “เรายังมีหนทางอีกยาวไกล” (We still have ground to cover) ตลาดคาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 50 จุดเบสิสภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งอาจจะช่วยลดส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกกลับแนวโน้มค่าเงินในระยะสั้น
เศรษฐกิจยูโรโซนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ในแง่ดี ดุลบัญชีเดินสะพัดของยูโรโซนกลับมาเกินดุลอีกครั้งหลังจากวิกฤตพลังงานคลี่คลายลง ภาคการส่งออกของเยอรมนีและฝรั่งเศสเริ่มฟื้นตัวตามอุปสงค์จากประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ในแง่ร้าย ภาคการผลิตของยูโรโซนยังคงอยู่ในภาวะหดตัว โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตของเยอรมนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 มาหลายเดือนติดต่อกัน
ในทางเทคนิค EUR/USD มีแนวรับสำคัญที่ 1.1300-1.1350 ซึ่งเป็นระดับที่เคยทดสอบมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ หากหลุดแนวรับนี้ลงไป ระดับ 1.1200 จะเป็นแนวรับถัดไป ในทางกลับกัน แนวต้านอยู่ที่ 1.1500-1.1550 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีนี้ การที่ EUR/USD จะทะลุแนวต้านนี้ได้ขึ้นอยู่กับผลการประชุม FOMC ในสัปดาห์นี้และการส่งสัญญาณของ ECB ในการประชุมครั้งต่อไป
สำหรับนักลงทุนที่สนใจเทรด EUR/USD ในช่วงนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการรอผลการประชุม FOMC ให้ชัดเจนก่อน หากเฟดคงดอกเบี้ยและส่งสัญญาณแบบผ่อนคลาย EUR/USD อาจปรับตัวขึ้นทดสอบ 1.1500 แต่หากเฟดสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณแข็งกร้าว EUR/USD อาจร่วงลงไปทดสอบ 1.1200 การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตั้ง Stop Loss ที่รัดกุมเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
สัญญาณการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรุนแรงในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลดลงจากระดับสูงสุด 92 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 81.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คิดเป็นการลดลงกว่า 10 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่วัน ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือร่วงลงจากเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 86.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทรุดตัวของราคาน้ำมันคือการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ในการระงับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน พร้อมประกาศว่าจะใช้มาตรการกดดันทางการทูตแทน ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ “จะยังคงกดดันอิหร่านผ่านช่องทางการทูตต่อไป แต่ทางเลือกทางทหารถูกระงับไว้ชั่วคราว” ถ้อยแถลงนี้ถูกตีความว่าเป็นการลดระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่การเผชิญหน้าเริ่มทวีความรุนแรง
สำหรับตลาดฟอเร็กซ์ การทรุดตัวของราคาน้ำมันมีนัยสำคัญต่อทิศทางของสกุลเงินหลายสกุล เงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดย USD/CAD ปรับขึ้นสู่ระดับ 1.3650 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ เงินโครนนอร์เวย์ (NOK) ก็อ่อนค่าลงเช่นกัน สะท้อนถึงความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมระหว่างราคาพลังงานและสกุลเงินของประเทศผู้ส่งออก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ความเชื่อมโยงระหว่างราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสกุลเงินกำลังอ่อนแอลงในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ซึ่งปกติจะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูง กลับเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 0.7000 และไม่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างที่เคยเป็น นักวิเคราะห์จาก FXStreet อธิบายว่า AUD กำลัง “หยุดเทรดตามสินค้าโภคภัณฑ์ และเริ่มเทรดตามตัวเลขเดียว” — ตัวเลขนั้นคือนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ในเอเชีย ผลกระทบของการร่วงลงของราคาน้ำมันค่อนข้างหลากหลาย สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างญี่ปุ่นและอินเดีย ราคาพลังงานที่ต่ำลงเป็นผลบวกต่อดุลการค้า อย่างไรก็ตาม เงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้าง แม้ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว เงินรูเปียห์อินโดนีเซียก็ยังคงอ่อนค่าจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ
นักวิเคราะห์จาก BBH เตือนว่าหากราคาน้ำมันยังคงร่วงลงต่อไป WTI อาจทดสอบแนวรับสำคัญที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การหลุดระดับนี้อาจเปิดทางสู่แนวรับถัดไปที่ 78 ดอลลาร์ สำหรับนักลงทุนฟอเร็กซ์ แนะนำให้ติดตามทั้งการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้และความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสองปัจจัยมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางของสกุลเงินทั่วโลก
ตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกเข้าสู่สัปดาห์สำคัญในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 โดยนักลงทุนจับตามองการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนการประชุม กดดันสกุลเงินหลักอื่นๆ ทั่วโลก
ค่าเงินปอนด์อังกฤษ (GBP/USD) ร่วงลงสู่ระดับ 1.3280 ในช่วงการซื้อขายวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสี่สัปดาห์ การร่วงลงครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เนื่องจากสหราชอาณาจักรเพิ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในรอบฤดูร้อนนี้ รวมถึงการเติบโตของ GDP ที่แข็งแกร่งและตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดได้ซึมซับข่าวดีเหล่านี้ไปล่วงหน้าแล้ว ส่งผลให้เกิดแรงเทขายตามหลัก “ซื้อตามข่าวลือ ขายตามข่าวจริง” (Buy the Rumor, Sell the Fact)
ค่าเงินยูโร (EUR/USD) เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดรายเดือนที่ 1.1350 แม้ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะส่งสัญญาณคงจุดยืนนโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่ยูโรก็ไม่ได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์จาก Commerzbank ระบุว่าเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้าน คือ “ศักยภาพในการฟื้นตัว” และ “ต้นทุนพลังงานที่สูง” ซึ่งจำกัดโอกาสการแข็งค่าของยูโร
ในฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางจีน (PBOC) กำหนดอัตราอ้างอิงกลางของ USD/CNY ไว้ที่ 6.7928 ปรับขึ้นเล็กน้อยจาก 6.7911 ของวันก่อนหน้า เงินหยวนยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 6.78-6.80 ดอลลาร์สิงคโปร์ได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์จาก MUFG และ BBH คาดการณ์ว่า MAS อาจปรับนโยบายให้เข้มงวดขึ้นอีกในการประชุมครั้งต่อไป
เงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าแม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ประมาณ 1.0% แล้วก็ตาม นักวิเคราะห์จาก BNP Paribas เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความขัดแย้งของการเข้มงวดนโยบายของ BOJ” แม้ BOJ จะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังคงกว้างมาก กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าทำ Carry Trade อย่างต่อเนื่อง เงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 162.50 ต่อดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ การตัดสินใจของเฟดคือปัจจัยสำคัญที่สุด หากเฟดส่งสัญญาณในเชิงผ่อนคลาย (Dovish) เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงและสกุลเงินอื่นๆ จะฟื้นตัว แต่หากเฟดคงจุดยืนเข้มงวด (Hawkish) เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอีก นักลงทุนควรติดตามแถลงการณ์ของประธานเฟดอย่างใกล้ชิด รวมถึงข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้
เงินเยนยังคงมีบทบาทเป็น “สกุลเงินหลักที่อ่อนแอที่สุด” ในตลาดฟอเร็กซ์โลก ดอลลาร์/เยน (USD/JPY) เคลื่อนไหวในระดับสูงเหนือ 160 ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของเงินเยนลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบเกือบ 39 ปี
สาเหตุหลักที่เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมหาศาลระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจหลัก แม้ว่า BOJ จะยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบที่ดำเนินมายาวนาน 8 ปีและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นประมาณ 0.25% แต่เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยกองทุนรัฐบาลกลางสหรัฐที่ 5.25%-5.50% ส่วนต่างยังคงกว้างมาก
ความแตกต่างด้านอัตราดอกเบี้ยมหาศาลนี้ทำให้เงินเยนเป็นสกุลเงินระดมทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลยุทธ์ carry trade ทั่วโลก นักลงทุนกู้ยืมเงินเยนดอกเบี้ยต่ำแล้วลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ดอลลาร์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่
ผู้ว่าการ BOJ คาซูโอะ อุเอดะ ยอมรับผลกระทบด้านลบของการอ่อนค่าของเงินเยนในการกล่าวสุนทรพจน์ล่าสุด แต่ย้ำว่าการตัดสินใจนโยบายการเงินจะอิงจากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นหลัก ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยน
จากมุมมองทางเทคนิค USD/JPY ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน ระดับ 160 ได้เปลี่ยนจากแนวต้านเป็นแนวรับ นักวิเคราะห์แนะนำให้ระวังความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา
ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) กลายเป็นหนึ่งในสกุลเงิน G10 ที่โดดเด่นที่สุดในช่วงนี้ ด้วยแรงหนุนจากข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและสัญญาณ hawkish ที่ไม่คาดคิดจากธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ข้อมูล PMI ภาคการผลิตล่าสุดของนิวซีแลนด์สูงเกินความคาดหมายของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคการผลิตกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันข้อมูลตลาดแรงงานก็แสดงความแข็งแกร่ง อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์
ตลาดฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนประเมินความน่าจะเป็นที่ RBNZ จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 80% และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงสุด ณ สิ้นปีที่ 3.50%
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้สร้างสถานะ short สุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน NZD ซึ่งหมายความว่ามีแรงขายชอร์ตจำนวนมากในตลาด หาก NZD ยังคงแข็งค่าขึ้น สถานะ short เหล่านี้อาจถูกบังคับให้ซื้อคืน ก่อให้เกิด “short squeeze” ครั้งใหญ่
นักวิเคราะห์เตือนว่าเกมชิงดำระหว่างฝั่ง long-short ใน NZD รุนแรงมาก ด้านหนึ่งปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนการแข็งค่า อีกด้านหนึ่งความไม่แน่นอนของความเสี่ยงโลกอาจกระตุ้นการทำกำไร
เมื่อการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 28-29 กรกฎาคมใกล้เข้ามา ตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลกเข้าสู่ช่วงที่มีความอ่อนไหวสูง ผู้เข้าร่วมตลาดกำลังจับตามองข้อมูลเศรษฐกิจและสัญญาณนโยบายที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของเฟด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แกว่งตัวในกรอบ 101-102 สะท้อนความเห็นที่แตกต่างระหว่างฝั่งซื้อและขายต่อทิศทางนโยบายในอนาคต
ข้อมูลเศรษฐกิจผสมผสาน เฟดเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงภาพที่ซับซ้อน ด้านหนึ่งตลาดแรงงานสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์อยู่ในระดับต่ำ แต่อีกด้านหนึ่งอัตราเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานแม้จะลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังห่างจากเป้าหมาย 2% ของเฟด “ความแตกต่างของข้อมูล” นี้ทำให้เฟดตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการประชุมเดือนกรกฎาคมได้ยากขึ้น
จากข้อมูลล่าสุดของเครื่องมือ CME FedWatch ความน่าจะเป็นที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 75% แต่ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนกำลังเพิ่มขึ้น
ปฏิกิริยาของคู่สกุลเงินหลัก
ยูโร/ดอลลาร์ (EUR/USD) เคลื่อนไหวในกรอบ 1.08-1.10 แม้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะส่งสัญญาณว่าวงจรการขึ้นดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุด แต่เงินเฟ้อในยูโรโซนยังคงมีแรงกดดัน ปอนด์/ดอลลาร์ (GBP/USD) ดีดตัวขึ้นหลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักร
ดอลลาร์/เยน (USD/JPY) ยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางญี่ปุ่นแม้จะส่งสัญญาณการปรับนโยบายให้เป็นปกติ แต่ก้าวช้าที่ช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
จุดสนใจของตลาด: ถ้อยแถลงของประธานเฟดพาวเวล
นักลงทุนจะจับตามองทุกถ้อยคำของประธานเฟดเจอโรม พาวเวลในการแถลงข่าวหลังการประชุม ตลาดคาดว่าพาวเวลจะยอมรับความคืบหน้าด้านเงินเฟ้อ แต่จะเน้นย้ำถึงความจำเป็นของข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างยั่งยืน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากพาวเวลส่งสัญญาณผ่อนคลาย ดอลลาร์อาจเผชิญแรงขายระลอกใหม่ ในทางกลับกัน หากพาวเวลยืนกรานจุดยืน “สูงขึ้นนานขึ้น” ดอลลาร์อาจได้รับการหนุนในระยะสั้น
วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนักจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 506 จุด S&P 500 ลดลง 1.21% และ Nasdaq ร่วงถึง 2.15% หุ้นเทสลาและ Alphabet ร่วงลงอย่างหนัก ผลกระทบดังกล่าวแผ่ขยายไปยังตลาดเอเชียอย่างรวดเร็ว
ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นลดลง 1.2% ฮั่งเส็งของฮ่องกงลดลง 0.88% และ CSI 300 ของจีนลดลง 0.96% ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต้องระงับการซื้อขายโปรแกรมเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ในตลาดปริวรรตเงินตรา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ นักเทรดควรใช้ความระมัดระวังและลดขนาดออเดอร์ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง