ไทย

จุดสนใจแรกของตลาดฟอเร็กซ์ในสัปดาห์นี้ อยู่ที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ของญี่ปุ่นที่จะประกาศในวันจันทร์ ในฐานะตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศ ข้อมูลนี้อาจส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และกลายเป็นปัจจัยกำหนดการเคลื่อนไหวของเยนในระยะสั้น

จากราคาในตลาด ดอลลาร์ต่อเยนปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 159 โดยลดลงราว 0.18% ในวันเดียว ขณะที่เยนแข็งค่าขึ้นประมาณ 2.1% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พลิกกลับจากแนวโน้มที่เยนเคยอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ เบื้องหลังการแข็งค่านี้ มีทั้งการที่ BOJ ส่งสัญญาณปรับนโยบายให้เป็นปกติหลายครั้ง และการอ่อนค่าของดอลลาร์จากความคาดหวังที่เฟดจะลดดอกเบี้ย

หาก GDP ไตรมาส 2 ของญี่ปุ่น ออกมาแข็งแกร่ง สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ตลาดก็จะเพิ่มความเชื่อมั่นว่า BOJ จะเดินหน้าปรับนโยบายให้เป็นปกติต่อไป และเยนก็มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนมากขึ้น ในทางกลับกัน หากตัวเลขเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ เยนก็อาจกลับมาเผชิญแรงกดดันได้อีกครั้ง นอกเหนือจาก GDP แล้ว สัปดาห์นี้ญี่ปุ่นยังมีข้อมูลคำสั่งซื้อเครื่องจักรหลัก (Core Machinery Orders) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการลงทุนของภาคเอกชน ที่ควรติดตามด้วย

จากมุมมองการเทรด เยนกำลังอยู่ในจุดที่อ่อนไหวค่อนข้างมาก ด้านหนึ่ง การปรับลดการเทรดคาร์รีเปิดพื้นที่ให้เยนฟื้นตัว อีกด้านหนึ่ง สภาพสุขภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเป็นตัวตัดสินว่าการฟื้นตัวนี้จะยั่งยืนหรือไม่ แนะนำนักลงทุนอย่าตัดสินตามการขึ้นลงในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับท่าทีของ BOJ ความต่อเนื่องของข้อมูลเศรษฐกิจ และควบคุมการใช้เลเวอเรจและขนาดพอร์ตอย่างเคร่งครัด

สัปดาห์ใหม่เปิดมาด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในตลาดฟอเร็กซ์ เมื่อดัชนีดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าในระดับต่ำ หลังปรับตัวลงต่ำกว่า 100 มาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่ยูโรต่อดอลลาร์กำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1.16 นักลงทุนต่างจับตาว่ายูโรจะสามารถทะลุแนวนี้ได้หรือไม่ หรือจะถูกแรงขายกดกลับอีกครั้ง ทิศทางในระยะสั้นขึ้นอยู่กับผลของข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

ปัจจัยที่หนุนให้ยูโรแข็งค่าขึ้น มาจากสองด้านคือ การอ่อนค่าของดอลลาร์ และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนกำลังค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหาเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่ตลาดก็ปรับเปลี่ยนความคาดหวังเกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายของ ECB อย่างต่อเนื่อง เมื่อตลาดประเมินทิศทางดอกเบี้ยระหว่างเฟดและ ECB แตกต่างกันอีกครั้ง ความแข็งแกร่งระหว่างดอลลาร์และยูโรจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางขึ้นของยูโรไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ด้านข้อมูล ในสัปดาห์นี้ยูโรโซนจะเปิดเผยตัวเลข CPI สุดท้ายรอบล่าสุด ซึ่งการปรับแก้ที่ผิดไปจากคาดอาจทำให้ยูโรผันผวน นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ZEW และข้อมูลอื่น ๆ ยังจะให้เบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรป หากข้อมูลออกมาอ่อนแอ ความพยายามทะลุแนว 1.16 ของยูโรก็อาจถูกกดกลับลงมาได้

จากภาพรวม ยูโรต่อดอลลาร์อยู่ในสถานะที่เต็มไปด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทับซ้อนกัน ทั้งแนวโน้มนโยบายของเฟด จังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป และทิศทางความต้องการความเสี่ยงของตลาดโลก สำหรับนักลงทุน แทนที่จะเดิมพันกับทิศทางเดียว ควรมุ่งเน้นไปที่การดูว่าตลาดตอบสนองต่อข้อมูลสำคัญที่ออกมาแล้วปรับพอร์ตตามสถานการณ์ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบเสมอ

ตลาดฟอเร็กซ์เดือนสิงหาคมเต็มไปด้วยการชั่งน้ำหนักระหว่างข้อมูลกับความคาดหวัง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 2.3 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดมาก และ CPI ก็ชะลอลงสู่ 3.4% ทำให้ตลาดเริ่มวางเดิมพันต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดมากขึ้น ปัจจุบันความน่าจะเป็นที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนพุ่งขึ้นสู่เกือบ 50% และความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบบางส่วนในการประชุม Jackson Hole ปลายเดือนนี้

การประชุม Jackson Hole ถือเป็นเวทีสำคัญที่เฟดใช้ส่งสัญญาณนโยบายการเงินครั้งใหญ่ จุดสนใจปีนี้คือมุมมองของประธานเฟดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน หากมีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจน ดอลลาร์อาจเร่งตัวลง เป็นการเปิดพื้นที่ให้ยูโรและปอนด์ขยับขึ้น แต่หากเจ้าหน้าที่ยังคงเน้นย้ำเรื่องความเหนียวของเงินเฟ้อและรักษาท่าทีแข็งกร้าว ดอลลาร์ก็อาจดีดกลับได้เช่นกัน

นอกจากเฟด ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นก็อยู่ในช่วงเฝ้าสังเกตนโยบายเช่นกัน เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหลายรายส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง คู่ USD/JPY แกว่งตัวในระดับสูงแถว 159 สะท้อนการชิงชัยระหว่างความคาดหวังเรื่องการแคบลงของส่วนต่างดอกเบี้ยกับแรงเทรด carry trade ส่วนเงินเฟ้อในยูโรโซนแม้ชะลอตัวแต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ ความโน้มเอียงในการผ่อนคลายของ ECB จึงเป็นข้อจำกัดต่อการแข็งค่าของยูโร

ในแง่กลยุทธ์ ช่วงนี้ความไม่แน่นอนสูง การวางเดิมพันทางเดียวจึงเสี่ยงเกินไป แนะนำให้จับตาจุดสำคัญสองสามจุด ได้แก่ ช่วง 99.5-100.5 ของดัชนีดอลลาร์ ช่วง 1.14-1.16 ของ EUR/USD และช่วง 158-161 ของ USD/JPY ด้านข้อมูล ยอดค้าปลีกสหรัฐในคืนวันพฤหัสบดีจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในระยะสั้น

โดยรวม ครึ่งหลังของเดือนสิงหาคมตลาดฟอเร็กซ์จะไม่เงียบสงบ การกลับไปกลับมาของความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และบรรยากาศการรอคอยก่อนการประชุมธนาคารกลางสำคัญ ล้วนอาจเพิ่มความผันผวน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจับแนวโน้มครึ่งปีหลัง การประชุม Jackson Hole คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด ขอแนะนำให้ความระมัดระวังและปรับขนาดสัญญาอย่างยืดหยุ่น

คู่เงิน EUR/USD ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างน่าสนใจ หลังยืนเหนือโซน 1.15 และทยอยขยับขึ้น โดยในเดือนที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นราว 1.3% การขึ้นของยูโรครั้งนี้ส่วนใหญ่ได้แรงหนุนจากข้อมูลฝั่งสหรัฐที่อ่อนแอ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 2.3 หมื่นตำแหน่ง และ CPI ชะลอลงสู่ 3.4% ทำให้ดัชนีดอลลาร์หลุดโซน 100 และเงินทุนไหลเข้าสู่ยูโรและสกุลเงินอื่นทดแทน

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของยูโรยังมีข้อกังวล แม้เงินเฟ้อในยูโรโซนจะชะลอตัว แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศยังซบเซา หากธนาคารกลางยุโรป (ECB) หันมาผ่อนคลายนโยบายเชิงรุก แรงส่งของยูโรอาจถูกจำกัด ปัจจุบันตลาดก็เริ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ ECB เช่นกัน หมายความว่าการแข็งค่าของยูโรอาจขึ้นอยู่กับ “ฝ่ายไหนอ่อนแอกว่า” มากกว่า “ฝ่ายไหนแข็งแกร่งกว่า”

ในเชิงเทคนิคอล คู่ EUR/USD ยืนเหนือ 1.15 แล้ว แนวต้านถัดไปอยู่ที่ 1.158-1.160 ซึ่งเป็นโซนสำคัญของปีนี้ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1.14-1.145 หากข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐยังอ่อนแอ ยูโรมีโอกาสทดสอบระดับ 1.16 แต่ถ้าดอลลาร์ดีดกลับ ยูโรอาจย่อลงมาที่ 1.14

สำหรับนักเทรดยูโร ต้องให้ความสำคัญกับสองตัวแปรหลัก ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐจะยังอ่อนแอต่อหรือไม่ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB เกี่ยวกับทิศทางนโยบาย จากทิศทางกระแสเงินทุนพบว่าตลาดเริ่มกระจายการถือครองจากดอลลาร์ไปยังยูโรและปอนด์มากขึ้น ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อให้ยูโร

โดยสรุป ระยะสั้นคู่ EUR/USD มีแนวโน้มแกว่งแข็งค่า แต่แนวต้าน 1.16 มีความสำคัญ หากยังไร้ปัจจัยใหม่ ขอแนะนำให้เทรดแบบกรอบและหลีกเลี่ยงการไล่ราคาสูง โอกาสของทิศทางที่ชัดเจนจะเห็นได้ชัดขึ้นหลังการประชุม Jackson Hole และการประชุม ECB

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) โดยตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) เดือนกรกฎาคมออกมาอ่อนแอ เพิ่มขึ้นเพียง 23,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 80,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นการคาดการณ์ว่าเฟดจะเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ดัชนีหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นถึง 2.1% และตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ก็ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

ดัชนีหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 0.6% ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ก็ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ แม้ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่บรรยากาศการลงทุนโดยรวมกลับได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อสภาพคล่องที่จะเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด ตลาดหุ้นเอเชียจึงปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักท่ามกลางสัญญาณเชิงบวกเหล่านี้

สำหรับเงินหยวนจีน แม้ดัชนี CPI เดือนกรกฎาคมจะชะลอลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับนโยบายการเงินของจีนมากขึ้น แต่ดุลการค้าเกินดุลที่ขยายตัวเป็น 112,500 ล้านดอลลาร์ กลับสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์จากต่างประเทศ นักวิเคราะห์มองว่า เศรษฐกิจจีนที่ดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อน จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหนุนค่าเงินหยวนและสกุลเงินเอเชียให้ทรงตัวได้ในระดับหนึ่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินโลก

ในส่วนของค่าเงินยูโร คู่สกุลเงิน EUR/USD ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเหนือระดับ 1.15 และซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1.1550 ในช่วงเช้า หลังค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนจับตาว่า การแข็งค่าของยูโรในครั้งนี้จะยั่งยืนหรือไม่ โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลสำคัญหลายรายการที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ อาทิ ข้อมูล CPI ของสหรัฐฯ ในวันที่ 12 ส.ค. ข้อมูล PPI และ GDP ของอังกฤษในวันที่ 13 ส.ค. ตลอดจนยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 ส.ค. ซึ่งล้วนเป็นตัวกำหนดทิศทางของค่าเงินดอลลาร์และอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก

นอกจากนี้ สัปดาห์นี้ยังมีมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ที่ต้องติดตาม หากข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นผิดคาด อาจจะทำให้การคาดการณ์ปรับลดดอกเบี้ยชะงักลง และทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้ ขณะที่ค่าเงินยูโรก็อาจอ่อนค่าลงกลับสู่ระดับ 1.15 อีกครั้ง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดเงินที่คาดว่าจะยังคงสูงต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

ในเชิงเทคนิค หลังจากที่ยูโรปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1.15 แล้ว ด่านต้านถัดไปอยู่ที่ระดับ 1.16 หากสามารถทะลุผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยูโรก็มีโอกาสที่จะขยายช่วงขาขึ้นต่อไป แต่ในช่วงที่ทิศทางค่อนข้างชัดเจนและความผันผวนเพิ่มขึ้นเช่นนี้ นักลงทุนควรใช้ขนาดสัญญาที่เล็กลง พร้อมทั้งตั้งจุดตัดขาดทุนอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อไล่ขายก่อนการประกาศข้อมูลสำคัญ เพราะตลาดค่าเงินมักต้องอาศัยการยืนยันจากปัจจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

โดยภาพรวมแล้ว ในสัปดาห์นี้ ตลาดการเงินทั่วโลกจะให้ความสนใจกับตัวเลขเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เป็นหลัก ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชีย ยังคงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงมีอยู่สูง

(บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลตลาดเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณ)

ราคาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) เดือนกรกฎาคม ออกมาน่าผิดหวังอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นเพียง 23,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้สูงถึง 80,000 ตำแหน่ง ข่าวดังกล่าวจุดชนวนการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอัตราที่รุนแรง และทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 100 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนเข้าใกล้ระดับ 1.16

ความอ่อนแอของตัวเลขการจ้างงาน สะท้อนภาพการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเดือนก่อนหน้า (มิถุนายน) การจ้างงานก็เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดที่เคยยืนยันว่า “ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง” เป็นอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเกือบเต็มที่ว่าเฟดจะประกาศลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน และบางรายเริ่มมองว่าเฟดอาจต้องปรับลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ หรือถี่ขึ้นมากกว่าเดิมภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

ในฝั่งของเงินยูโร คู่สกุลเงิน EUR/USD ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างโดดเด่น ซื้อขายอยู่เหนือระดับ 1.1550 และเข้าใกล้ 1.16 ในช่วงเช้า นักวิเคราะห์มองว่า ความแข็งแกร่งของยูโรในครั้งนี้ มาจากทั้งการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการปรับตัวที่ดีขึ้นในระดับหนึ่งของตัวเลขเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ยูโรยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้อีกในระยะสั้น โดยเฉพาะหากข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงออกมาอ่อนแอ

สำหรับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย ก็ได้รับอานิสงส์จากความอ่อนแอของดอลลาร์เช่นกัน โดยเฉพาะเงินหยวนจีนที่มีความเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว ท่ามกลางแรงสนับสนุนจากดุลการค้าที่เกินดุลเพิ่มขึ้นเป็น 112,500 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ชะลอลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้นโยบายการเงินของจีนมีอิสระมากขึ้น สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีนท่ามกลางสภาวะแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อน

ในสัปดาห์นี้ ตลาดการเงินทั่วโลกจะต้องจับตาเหตุการณ์สำคัญหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล CPI ของสหรัฐฯ ในวันที่ 12 ส.ค. ข้อมูล PPI และ GDP ของอังกฤษในวันที่ 13 ส.ค. ตลอดจนยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 ส.ค. และมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) หากข้อมูลเหล่านี้ยังคงบ่งชี้ถึงเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ก็จะยิ่งตอกย้ำแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด และสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์เพิ่มเติม แต่ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นผิดคาด ดอลลาร์ก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เช่นกัน

สำหรับนักลงทุน การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหลุดระดับ 100 จุด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงควรติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งควบคุมปริมาณการซื้อขาย และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม เพราะโอกาสในการทำกำไรในตลาดเงิน จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานที่แม่นยำเป็นหลัก ไม่ใช่การไล่ตามความผันผวนในระยะสั้น

โดยสรุปแล้ว การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 100 จุด สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมุมมองตลาดที่มีต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อกับยอดค้าปลีกในสัปดาห์นี้ จะเป็นด่านทดสอบสำคัญว่า ทิศทางดังกล่าวจะดำเนินต่อไปหรือไม่ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

(บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลตลาดเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณ)

ราคาน้ำมันดิบวันนี้ (7 ส.ค.) ยังคงแข็งแกร่ง โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 77.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 0.56% จากวันก่อนหน้า และในรอบหนึ่งเดือนปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 5.7% ขณะที่เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้นมากกว่า 21% แรงหนุนหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยกระดับความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบหลายล้านบาร์เรลผ่านทุกวัน หากการเดินเรือในช่องแคบนี้มีความเสี่ยง ธุรกิจการขนส่งน้ำมันทั่วโลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าภัยคุกคามอาจรบกวนเส้นทางสำคัญนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแรงหนุนจากความเสี่ยงส่วนเพิ่ม (risk premium) ค่อนข้างมั่นคง

ในด้านอุปสงค์-อุปทาน ตลาดน้ำมันโลกยังอยู่ในภาวะสมดุลค่อนข้างตึงตัว ทั้งนโยบายการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิต และการเปลี่ยนแปลงของสต็อกน้ำมันในประเทศผู้บริโภคหลัก ล้วนมีอิทธิพลต่อภาพรวมอุปสงค์และอุปทาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านอุปทานจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดจึงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านความขัดข้องของอุปทานมากขึ้น ทำให้แนวรับของราคาน้ำมันค่อนข้างแข็งแกร่ง

ในเชิงมหภาค การประกาศรายงานจ้างงานสหรัฐฯ คืนนี้อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันเช่นกัน หากข้อมูลอ่อนแอและตลาดกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว ความคาดหวังด้านอุปสงค์น้ำมันอาจถูกกดดัน ราคาอาจย่อลงในระยะสั้น แต่หากข้อมูลแข็งแกร่ง ความต้องการน้ำมันก็มีแนวโน้มดีขึ้น ราคาอาจได้แรงหนุนเพิ่ม ราคาน้ำมัน ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจมหภาคและตลาดค่าเงินมักชัดเจนเป็นพิเศษในวันที่มีการประกาศข้อมูลสำคัญ

สำหรับนักลงทุนน้ำมัน ตลาดขณะนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงและความผันผวนสูง เนื่องจากพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนอย่างมาก ขอแนะนำให้ติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ตะวันออกกลาง นโยบายของผู้ผลิต และข้อมูลสต็อกน้ำมันของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมควบคุมเลเวอเรจและตั้งจุดตัดขาดทุนอย่างเหมาะสม

โดยสรุป ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและข้อมูลมหภาคเป็นสองแกนหลักที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันในปัจจุบัน ในระยะสั้น ตราบใดที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอิหร่านยังคงอยู่ ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่ง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ค่าเสี่ยงส่วนเพิ่มที่สะสมไว้ก็อาจรีบาวด์กลับอย่างรวดเร็ว ตลาดจึงอยู่ในจุดสมดุลที่อ่อนไหว นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวัง

(บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลตลาดเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณ)

ตลาดปริวรรตเงินตราวันนี้ (7 ส.ค.) ให้ความสนใจกับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (NFP) ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะประกาศในคืนนี้ ท่ามกลางความผันผวนจากมาตรการแทรกแซงค่าเงินเยนร่วมกันของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ 101 หลังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนรอคอยข้อมูลจ้างงานเพื่อกำหนดทิศทางของค่าเงินหลัก

ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน ตลาดจ้างงานสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์มาก และอัตราการว่างงานก็ปรับสูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัว หากข้อมูลคืนนี้ออกมาอ่อนแออีกครั้ง จะยิ่งตอกย้ำภาพการชะลอตัวของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ ซึ่งจะกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ในทางกลับกัน หากข้อมูลแข็งแกร่งเกินคาด ดอลลาร์ก็มีโอกาสแข็งค่าต่อ

ชุดสกุลเงินหลักของยุโรป อัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงมาที่บริเวณแนวรับ 1.15 หลังการฟื้นตัวในช่วงก่อนหน้านี้เริ่มหมดแรง ดอลลาร์ที่แข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ได้สร้างแรงกดดันต่อยูโร ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่น (USD/JPY) ยังคงแกว่งตัวแคบ ๆ เหนือระดับ 158 หลังจากการแทรกแซงร่วมกันของทั้งสองประเทศ ซึ่งแม้จะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนได้ชั่วคราว แต่ตราบใดที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังไม่ลดลงจริง แนวโน้มขาลงของเงินเยนในระยะยาวก็ยังไม่เปลี่ยน

ด้านเงินหยวนจีน ราคากลาง (กลางอัตรา) วันนี้ประกาศที่ 6.7904 ต่อดอลลาร์ ค่อนข้างทรงตัว สะท้อนความยืดหยุ่นของสกุลเงินจีนภายใต้สภาพแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อน ขณะที่สกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ทรงตัวถึงปรับขึ้นเล็กน้อย นักวิเคราะห์ชี้ว่า เงินหยวนมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสองทิศทางในกรอบสมเหตุสมผล ขึ้นอยู่กับผลของรายงานจ้างงานสหรัฐฯ คืนนี้

สำหรับนักเทรด รายงาน NFP คืนนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความผันผวนสูง แนะนำให้ควบคุมขนาดสัญญา และไม่ควรเดิมพันทิศทางด้วยน้ำหนักมากเกินไปก่อนประกาศข้อมูล พร้อมติดตามปฏิกิริยาของดอลลาร์ ทองคำ และคู่เงินหลักหลังข้อมูลออก เนื่องจากอารมณ์ตลาดอาจเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการเทรดตลาดเงิน

โดยภาพรวม ตลาดเงินอยู่ในช่วงสมดุลที่เปราะบางระหว่างแรงหนุนจากความเสี่ยงตะวันออกกลางกับความกังวลเรื่องการชะลอตัวของตลาดแรงงาน รายงานจ้างงานคืนนี้อาจเป็นตัวชี้ขาดทิศทางหลักของสกุลเงินต่าง ๆ นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดและตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง

(บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลตลาดเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณ)

ช่วงต้นสัปดาห์นี้ตลาดฟอเร็กซ์เห็นการฟื้นตัวของสกุลเงินหลักหลายตัว หลังจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากการแทรกแซงค่าเงินเยนร่วมกันของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เงินยูโรดีดกลับยืนเหนือระดับ 1.15 ต่อดอลลาร์ หลังจากเพิ่งแตะจุดต่ำสุดบริเวณ 1.14 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่เงินหยวนก็แข็งค่าขึ้นแตะระดับแข็งที่สุดในรอบหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนว่าภาพ “ดอลลาร์แข็งค่า สกุลเงินอื่นอ่อนตัว” ที่เคยครอบงำตลาดกำลังเปลี่ยนไป

การอ่อนค่าของดอลลาร์มาจากสองแรงกดดันหลัก ประการแรก การแทรกแซงร่วมของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นทำให้ดอลลาร์ถูกขายออกเพื่อซื้อเยน ประการที่สอง ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงช่วยลดทอนแรงเหวี่ยงของค่าดอลลาร์ ดัชนีดอลลาร์ร่วงลงจากจุดสูงสุดช่วงปลายเดือนกรกฎาคมราว 1.5% มาอยู่บริเวณ 99.94 ซึ่งเปิดช่องให้สกุลเงินอื่นฟื้นตัว

เงินยูโรแม้จะดีดตัวขึ้น แต่ก็ยังมีแรงกดดันอยู่บ้าง การที่สหรัฐฯ ใช้วิธีขายยูโรเพื่อซื้อเยน ทำให้ตลาดอาจเห็นคำสั่งขายยูโรอย่างต่อเนื่องจากฝั่งทางการ อีกทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจยูโรโซนยังไม่สดใสนัก อุตสาหกรรมการผลิตยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน และอัตราเงินเฟ้อยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลางยุโรปอย่างเต็มที่ การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของ ECB ในเดือนกันยายนจึงเป็นจุดที่ตลาดจับตา

สำหรับเงินหยวน การแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบปีนั้นได้แรงหนุนจากทั้งการอ่อนค่าของดอลลาร์และความต้องการซื้อหยวนของภาคธุรกิจในช่วงสิ้นปี นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปได้ตราบที่ดอลลาร์ยังอ่อนแอ แต่ก็มีข้อจำกัด เพราะธนาคารกลางจีนมักจะดูแลไม่ให้หยวนแข็งค่าแบบสุดขั้วเกินไป

โดยรวมแล้ว การฟื้นตัวของสกุลเงินนอกดอลลาร์ในระยะนี้เป็นผลมาจากนโยบายการเงินและเหตุการณ์เป็นหลัก ไม่ใช่สัญญาณของการพลิกกลับของพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นักลงทุนควรติดตามข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ และการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อปรับมุมมองต่อทิศทางค่าเงินในระยะต่อไป

ตลาดปริวรรตเงินตราเปิดสัปดาห์ใหม่ในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้กลับมาเดินหน้าหาทางออกทางการทูตต่อความขัดแย้งอีกครั้ง ส่งผลให้ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง และดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุล โดยเฉพาะเยนญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก

เงินเยนถือเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดอลลาร์ต่อเยนร่วงลงราว 4.2% ในช่วง 7 วันทำการ เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์จาก MUFG ระบุในรายงานว่า การแทรกแซงร่วมกันครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทิศทางค่าเงินเยนที่สำคัญ แม้ BOJ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ แต่ผลของการแทรกแซงสะสมกำลังหนุนให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน

ด้านยูโรต่อดอลลาร์ยังคงดิ้นรนเหนือแนวรับ 1.1500 โดยแม้ดอลลาร์จะอ่อนค่าโดยรวม แต่การแข็งค่าของยูโรยังมีจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน ขณะที่ฟรังก์สวิสซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัยแบบดั้งเดิม อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สะท้อนว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยกำลังลดลงตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลาย

ในกลุ่มสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ ออสเตรเลียดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแต่สะดุดที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วันบริเวณ 0.7050 ขณะที่ดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจากความหวังเรื่องการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่

สำหรับตลาดเกิดใหม่ สกุลเงินรูปีอินเดียปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อความพยายามเจรจาสันติภาพครั้งที่สองระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงผ่อนคลาย สกุลเงินตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

สัปดาห์นี้ นักลงทุนจะจับตาดูข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐจาก ISM ในเดือนกรกฎาคม และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ผู้ค้าเงินควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เนื่องจากความผันผวนของสกุลเงินยังคงสูง และทิศทางของตลาดจะขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของข่าวภูมิรัฐศาสตร์เป็นสำคัญ